ชีวิตนอกและในสังเวียน ‘โม้อมตะ’ สมรักษ์ คำสิงห์


ถ้าไม่ได้ชกมวยคิดว่าชีวิตตัวเองจะเป็นอย่างไร? คือหนึ่งคำถามที่ mars ถามเจ้าของฉายา ‘โม้อมตะ’ สมรักษ์ คำสิงห์ แล้วได้คำตอบในแบบจริงจัง ไม่มีน้ำเสียง ‘โม้อมตะ’ ในแบบฉายาเจือปน แถมออกจะซื่อๆ ด้วยซ้ำ

“คงเลี้ยงควายอยู่ที่บ้านแหละครับ ใช้ชีวิตบ้านนอก พอหลังจากต่อยมวยมันก็พลิกชีวิต ไม่ได้พลิกคนเดียวนะ พลิกทั้งครอบครัว ญาติพี่น้อง”

mars ไม่ได้ถามเจ้าของชื่อ ‘พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ’ อดีตยอดมวยไทยชื่อดัง และวีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของเมืองไทย ผู้เคยผ่านสังเวียนผ้าใบและสังเวียนชีวิตมาอย่างโชกโชน ว่าชีวิตเจอจุดพลิกผันครั้งใหญ่ๆ มากี่ครั้ง บางเรื่องบางบทเรียนไม่จำเป็นต้องตอกย้ำ ชีวิตในสังเวียนผ้าใบมีแพ้ชนะอย่างไร ชีวิตนอกสังเวียนก็เป็นเช่นนั้น

“ผมมันเป็นพวกพระสมเด็จครับ ยิ่งเก่ายิ่งขลัง (หัวเราะ) คนมีฝีมือ คนมีความคิด คนมีความสามารถเนี่ย มันก็จะกลายเป็นอมตะบุคคล เป็นวัตถุโบราณขึ้นหิ้งได้ ค่าของคนน่ะ มันวัดกันที่ผลของงาน นักมวยมีเป็นหมื่นเป็นแสนคน มันมีอยู่ไม่กี่คนหรอก พอมีชื่อเสียงแล้ว พาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่ดี”

ถัดจากนี้คือบทสัมภาษณ์ว่าด้วยชีวิต การต่อสู้ แพ้ ชนะ ชีวิตในและนอกสังเวียนของสมรักษ์ คำสิงห์

ชีวิตนอกสังเวียนที่ไร้กติกากับชีวิตในสังเวียนแบบไหนยากกว่ากัน

ผมคิดว่ามันก็คล้ายๆ กันแหละครับ ชีวิตนอกสังเวียนจริงๆ มันก็มีกฎกติกาเหมือนกัน เพราะว่าเราเป็นคนไทยอยู่ภายใต้กรอบของประชาธิปไตย อยู่ภายใต้กฎหมายที่ทำให้คนอยู่ร่วมกัน มันก็เหมือนกับมวย หรือกีฬาทุกชนิดที่ต้องมีกติกา เพราะฉะนั้นชีวิตจริงก็มีกติกาสำหรับการดำรงชีวิตอยู่

ทำไมถึงรักกีฬามวย

ผมมีกินทุกวันนี้ก็เพราะกีฬามวย เป็นสมรักษ์ คำสิงห์ทุกวันนี้ก็เพราะมวย แม่ผมมีบ้านอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมวย แล้วผมได้เป็นนายทหารเพราะมวย ถ้าเกิดให้ผมไปสอบ สอบทั้งชาติผมก็สอบไม่ติดหรอก ผมชกมวยเก่ง มวยให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับผม ผมถึงรักมวย


มวยไทยยุคปัจจุบันมีพัฒนาการขึ้นมาอย่างไร เมื่อเทียบกับมวยไทยยุคก่อน

สมัยผมชกมวยเมื่อก่อนเนี่ยคือของจริงนะครับ คำว่าของจริงคือ ขึ้นไปบนเวที นับถอยหลังห้า-สี่-สาม-สอง ถ้าใครวางเดิมพันก็จะได้เสียกัน ทำให้เกมบนเวทีมันสนุก เสียงเชียร์มันดังสนั่น แดง เฮ้! น้ำเงิน เฮ้! เราเรียกว่าของจริงของจริงเนี่ยหมายถึงว่า คนกล้าวางเดิมพันได้เสีย แต่ทุกวันนี้มันพัฒนาไปสู่รูปแบบของมวยไทยเอนเตอร์เทน ไม่มีการเล่นได้เสีย เป็นมวยไทยบันเทิง คือเมื่อขึ้นชกก็จะมีรูปแบบของแสง สี เสียง เป็นรูปแบบของเกมโชว์ แต่ไม่มีการเล่นได้เสีย ถ้าดูไปดูมามันคล้ายการต่อยมวยไทยเพื่อโชว์ แต่อีกแง่หนึ่งมันเป็นการเผยแพร่ศิลปะมวยไทยได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเมื่อเราเอานักมวยไทยมาต่อยกับฝรั่ง มีน้อยมากที่คนไทยจะแพ้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นแสง สี เสียง ตระการตา แต่ขึ้นไปจะมีแค่คนไทยไปไล่เตะฝรั่ง เรียกว่าเดิมพันหนึ่งร้อยต่อหนึ่งบาท ยังไม่มีคนรองเลย มันเลยกลายเป็นการบันเทิงเสียมากกว่า แฟนมวยตัวจริงเขาไม่ดู จะเห็นว่ามวยแบบนี้มีการเกณฑ์คนมาดู และมีการจัดฉาก แฟนมวยจริงๆ สายแข็งๆ เขาไม่ดูกัน เขาเรียกกันว่ามวยลิเก แต่มันเป็นการเผยแพร่ศิลปะมวยไทย ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจ



ความต่างของบทบาทการเป็นนักมวยกับพี่เลี้ยงผู้ฝึกสอน

สมัยก่อนเราเป็นนักมวย เราต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ที่จะใฝ่ดี ที่จะมุ่งมั่น การจะต่อยมวยให้ชนะเราต้องมีความรับผิดชอบในการฝึกซ้อม สำหรับบทบาทของครู เมื่อเราไปปั้นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเนี่ย จะพยายามสอนให้รู้จักรับผิดชอบต่อตัวเอง แต่ต้องยอมรับว่าเด็กมันไม่ใช่ตัวเรา บางทีบอกหูซ้ายทะลุหูขวาเยอะแยะ เมื่อมันไม่ใช่ตัวเราเอง มันเลยพูดยาก ร้อยพ่อพันแม่มาอยู่ด้วยกัน เราสอนเท่าที่ทำได้ ส่วนเด็กจะทำได้ไหมมันอยู่ที่ตัวเด็กเอง เพราะต้องบอกตรงๆ ว่า เราไม่สามารถที่จะบังคับใจคนได้ นักมวยบางทีมันเลี้ยงได้แต่ตัว หัวใจมันเลี้ยงไม่ได้



การฝึกซ้อมหรือพรสวรรค์อย่างไหนสำคัญกว่า

การฝึกซ้อมต้องสำคัญครับ สมัยเด็กผมซ้อมเยอะ สมมุติต่อยวันนี้เสร็จ ตื่นเช้าอีกวันผมก็ซ้อมเลย แต่จริงๆ แล้วผมมีพรสวรรค์เยอะนะครับ เพราะตอนที่ต่อยมวยครั้งแรกผมไม่เคยซ้อมเลย แล้วพอพ่อผมลากไปชก กลายเป็นเก่งเลย คือจะว่าไปแล้วผมนี่เก่งตั้งแต่ในท้องแม่นะครับ (หัวเราะ) แต่การฝึกซ้อมมันต้องสำคัญ เพราะตอนเด็กๆ ผมต่อยครั้งแรกแล้วรู้สึกชอบ หลังจากนั้นก็ซ้อมมาตลอด ซ้อมทุกวันไม่เคยมีพัก จนมวยกลายเป็นสายเลือด หลังๆ นี่เลยกลายเป็นอรหันต์ คือเรารู้ว่าถ้าจะต่อยกับคนนี้ต้องซ้อมประมาณไหน เราก็สามารถคำนวณได้ เพราะเราเคยซ้อมมาเยอะจนจบหลักสูตรแล้ว



ตั้งแต่ต่อยมวยมามีแมตช์ไหนที่ประทับใจที่สุด

ผมประทับใจทุกแมตช์ที่ผมต่อย…แล้วชนะ (หัวเราะ) แต่เวลาแพ้นี่ไม่ประทับใจนะ มีแต่เจ็บช้ำ คิดแต่ว่าสักวันจะต้องเอาคืนให้ได้ ต้องชนะให้ได้ แพ้แล้วประทับใจก็บ้าแล้ว



วีรบุรุษแบบสมรักษ์มีทัศนะอย่างไรต่อความพ่ายแพ้

แพ้เราก็ต้องยอมรับ กีฬามันมีแพ้มีชนะ ผมก็แพ้มาบ่อยเหมือนกัน เมื่อแพ้เราต้องเก็บไว้ในใจ เพื่อหาทางแก้มือใหม่ มันได้เรียนรู้ว่าบางครั้งการมีความมั่นใจในตัวเองสูง มันอาจทำให้เกิดความประมาท และนำไปสู่ความพ่ายแพ้ได้ เมื่อเราไปชกครั้งใหม่ เราต้องมาทำการบ้านว่า คราวที่แล้วเราแพ้เพราะอะไร แต่โดยมากสำหรับผม ก่อนชกมักทำการบ้านไปแล้ว เพราะฉะนั้นค่อนข้างที่จะแพ้ยาก เพราะผมเก่งน่ะ (หัวเราะ)

No Comments Yet

Comments are closed