‘นักปิ้งไก่ในตำนาน’ กัญจน์ ภักดีวิจิตร ชายผู้อยู่เหนือคำว่า ‘ตัวประกอบ’

หากเราจั่วหัวกันโต้งๆ แบบนี้ว่า กัญจน์ ภักดีวิจิตร คือ ‘ตัวประกอบที่ไม่ใช่แค่ตัวประกอบ’ ใครหลายคนที่ได้ฟังก็คงยักไหล่ และตอบออกไปว่า ก็ใช่สิ! เขาจะเป็นแค่ตัวประกอบได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผู้กำกับชื่อดังเจ้าของฉายา ‘เจ้าพ่อหนังแอ๊กชั่น’ อย่างอาหลอง-ฉลอง ภักดีวิจิตร

ทำไมละครอาหลองถึงต้องปิ้งไก่กินในป่าแทบทุกเรื่อง ไม่กลัวนักแสดงเป็นโรคเกาต์บ้างเหรอ?, ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ใช้กระสุนเป็นร้อยๆ พันๆ นัด แต่กระสุนกลับไม่เคยโดนพระเอก!, โคตรเชยเลย! ละครอะไรวะ อย่างกับหลุดมาจากศตวรรษก่อน, ต้มกาแฟกาเดียว ตัวละครกินได้ทั้งแคมป์!, แล้ว ‘ไอ้นั่น’ คือใคร ทำไมถึงเห็นมันแทบทุกเรื่องเลยฟะ เด่นกว่าพระเอกเสียอีก!

ภายใต้คำค่อนขอดบางส่วนจากแฟนละครของฉลอง ภักดีวิจิตร ลูกชายของเขาอย่างกัญจน์ ภักดีวิจิตร คือหนึ่งในคนที่ต้องรับผิดชอบกับข้อสงสัยเหล่านี้ไปเต็มๆ — เขาคือ ‘ไอ้นั่น’ ในถ้อยคำค่อนขอดข้างต้น เป็นตัวประกอบ เป็นพระรอง ที่คล้ายเป็นลายเซ็นในละครของฉลอง ภักดีวิจิตรไปเสียแล้ว และหากว่ากันถึงที่สุด หากละครเรื่องไหนของอาหลองขาดชายผู้นี้ไป ใครหลายคนก็คงอดสงสัยไม่ได้ว่า ละครที่พวกเขากำลังดูอยู่ มันเป็นละครของฉลอง ภักดีวิจิตรจริงๆ หรือเป็นละครของคนอื่นกันแน่

เชย, ปิ้งไก่, เดินป่า, ล่องแพ, ต้มกาแฟ และพ่อ

“มันเชยแหละ แต่สุดท้ายมันก็เรตติ้งดีทุกเรื่องนะ” ใช่! เราก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ละครที่คนดูบ่นนักบ่นหนาว่าเชยแสนเชย ซึ่งมีชายผู้นี้ร่วมแสดงมาหลายเรื่องนั้น เหตุใดเมื่อออกฉายทางจอแก้ว จึงมีเรตติ้งดีเหลือเกิน แถมยังไม่วายทำให้แฟนละครจำนวนมากถึงขั้นติดกันงอมแงมจนแทบไม่อยากละสายตาจากจอทีวี

“คือการจัดแสงของเขา การบู๊ มุมภาพ ก็อาจจะดูโบราณนิดหนึ่ง แต่คนดูก็ติดนะ เพราะว่าด้วยความสมจริงของมัน แบบเฮ้ย ดูบ้านๆ ว่ะ แต่เวลาเตะต่อยกันมันโคตรมันเลย พ่อเขาเป็นคนตัดต่อเร็ว ละครจะกระชับ และดูมัน ลูกปืนก็ใช้ลูกปืนจริง เพียงแต่ถอดหัวกระสุนออก แล้วเดี๋ยวนี้เราเห็นละครบางเรื่องใช้คอมพ์ ระเบิดก็ใช้คอมพ์ แต่คุณพ่อเขาใช้ของจริงหมดไง คนดูถึงดูแล้วติดใจ”

ได้ฟังแบบนี้ คงทำให้ใครหลายคนต้องพยักหน้าหงึกๆ และยอมรับว่าละครของอาหลอง (ที่มีกัญจน์เล่นแทบทุกเรื่อง) มัน ‘มัน’ จริงๆ นั่นแหละ แต่ไม่ว่าอย่างไร กัญจน์ยังมีอีกหนึ่งคำถามที่ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดละครของฉลอง ภักดีวิจิตร จึงต้องมีกัญจน์ปรากฏอยู่แทบทุกเรื่อง แถมแทบทุกเรื่องเขาก็ยังมาพร้อมกับบทบาทเดิมๆ อีกด้วย

“‘ผมกับพ่อ’ มันเป็นสโลแกนไปแล้วน่ะ คนเขาจะจำภาพลักษณ์ของเราได้จากบทอย่างนั้น แล้วพอมาเล่นอังกอร์ (2543) อังกอร์ก็ดังมากในสมัยนั้น มันก็พลอยทำให้เราดังไปด้วย อย่างเสาร์ ๕ (2552) หรืออังกอร์เนี่ยมันดังมากเลยนะ คนก็เลยจะจำเราแบบนั้นมาตลอด มันทำให้คนติดภาพว่า เฮ้ย ไอ้นี่มา มันต้องเล่นละครแบบนี้เท่านั้น ต้องเล่นละครพ่ออย่างเดียว คือคนเขาจะจำได้จากบทแบบนี้ เสาร์ ๕ อังกอร์ ก็จะเดินป่า ล่องแพ ย่างไก่ ต้มกาแฟ คนย่างไก่ก็ไม่ใช่เรานะ เป็นคนอื่น (หัวเราะ) แล้วพอมาถึงตอนนี้ ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนคาแร็กเตอร์อย่างไร คนเขาก็จะจำแต่คาแร็กเตอร์แบบนั้นอยู่ดี”

ส่วนในประเด็นเรื่องบทบาทในละครของกัญจน์ เช่น การปิ้งไก่, เดินป่า, ล่องแพ, ต้มกาแฟ ที่มักโดนคนในเน็ตเอาไปล้อวงการละครไทยอย่างสม่ำเสมอนั้น เขาก็ได้แต่ยิ้มรับไว้ และมองกลับไปด้วยสายตาอีกรูปแบบ

“บางทีมันก็ดีนะ ถ้าเราไม่มีชื่อเสียง คนเขาก็คงไม่เอาเราไปล้อ ไปชม ไปด่า ไปกัดหรอก บางรูปที่คนเอาไปลง เราไม่ได้ซีเรียสอะไรนะ มันก็ฮาดี”

เกิดมาในกองละคร แต่ใช่ว่าจะเกิดมาเพื่อเป็นดารา

“เกิดมาก็เห็นพ่อกำกับแล้ว แม่พาไปกองละครตั้งแต่เล็กๆ เรียกว่าอยู่มาตั้งแต่เกิดเลย” แม้จะอยู่ในกองละครมาโดยตลอด ทว่า ‘ระย้า’ ที่ออกฉายเมื่อปี 2541 ในตอนที่กัญจน์อายุ 21 ปี นั่นคือจุดเริ่มต้นของเขา… “ตอนแรกผมไปเรียนพวกภาษา พวกเกี่ยวกับซาวด์เอนจิเนียร์ที่ออสเตรเลียมา แล้วกลับมาตอนนั้นยังไม่มีอะไรทำ ตอนนั้นแม่ก็บอกว่า ช่วงรองานก็ลองมาเล่นละครดูไหม แล้วเราคิดว่ามันก็เป็นโอกาสของเรา ก็เลยลองดู”

แม้ในตอนที่ระย้าออกฉาย มันจะสร้างปรากฏการณ์มีคนดูติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง จนเรตติ้งถล่มทลายอย่างไร แต่กัญจน์ก็บอกว่า การได้เริ่มลงมาเป็นคนทำงานจริงๆ ในสิ่งที่เขาเฝ้ามองมาตลอดชีวิตนั้น สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย

“พอได้มาเล่นเรื่องแรก เรารู้สึกเลยว่าเราไม่ค่อยไหว เพราะเหนื่อยมาก ต้องตื่นเช้า แล้วมาแต่งหน้า แต่งหน้าเสร็จก็ไปอยู่กลางแดด แล้วเรื่องแรกเจอบู๊หนักเลย เรายังไม่เป็นอะไรเลย โดนด่า โดนพ่อว่า พอพ่อว่าก็ร้องไห้ มันเริ่มถอดใจแล้ว แต่มีคนให้กำลังใจเยอะ เล่นเรื่องแรกกับพี่พีท (ทองเจือ) พี่พีทก็บอกว่า เอาน่า สู้ๆ คือด้วยความใหม่ เกร็งด้วย อายคนด้วย โดนด่า คนอื่นเขาก็ต้องมารอเราคนเดียว ด้วยความเกร็ง ด้วยความกลัว ก็เลยถอดใจ กดดันตั้งแต่เรื่องแรกที่เล่น ก็มีกระแสว่าเล่นไม่ดี เล่นแข็ง ช่วงแรกๆ ทางช่องเขาบ่นมาเหมือนกันนะ แต่หลังจากนั้นเราไปเรียนการแสดงเพิ่ม พัฒนาตัวเองมาจนถึงอังกอร์ พออังกอร์ก็เหมือนจะโอเคขึ้น คนจะชมเยอะขึ้น หลังจากนั้นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ”

แม้กระนั้น สิ่งหนึ่งที่กัญจน์กลับโดนเพ่งเล็งมากกว่าดาราคนอื่นก็คือ การที่เขาเกิดมาเป็นลูกชายของผู้กำกับมือทองอย่างฉลอง ภักดีวิจิตร ซึ่งนั่นย่อมตามมาด้วยคำครหาที่ว่า เขาเป็นเด็กเส้น เป็นดาราสมทบที่มักปรากฏตัวออกมา แล้วมีบทเด่นกว่าพระเอก จนถึงขั้นโดนวิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่า ไม่ว่าเขาจะเล่นได้ห่วยแตกแค่ไหน แต่ถึงอย่างไร เขาก็จะถูกเลือกมาเล่นละครของพ่ออยู่วันยังค่ำ

“มันก็มองได้หลายแง่นะ คนจะมองแบบนั้นก็ได้ ซึ่งมันก็จริง อย่างในละครที่พระเอกจวนตัวจะตายอยู่แล้ว เราก็ออกมาทุกที เพราะบทมันเขียนมาแบบนั้นด้วย จะให้เราคิดยังไงดีล่ะ มันก็คงเป็นแบบนั้นแหละ (หัวเราะ) คือผู้กำกับเขาเป็นพ่อเรา เขาต้องเสริมบทเราเข้าไป มันคือการดันน่ะ ด้วยความที่เราเป็นลูก มันก็เป็นปกตินะ

“คนเรามันต้องมีคนชอบ คนเกลียดเป็นธรรมดา ดาราที่เขาดังกว่าเราตั้งเยอะแยะยังมีคนด่าเลย นับประสาอะไรกับเรา มันเป็นเรื่องธรรมดา คือแรกๆ เราก็นอยด์เหมือนกัน เราเลยคุยกับเพื่อนๆ เขาบอกว่าไม่ต้องสนใจหรอก คนด่าเดี๋ยวก็เลิกด่า แล้วเราต้องพิสูจน์ด้วยฝีมือ คือช่วงแรกๆ เรายอมรับว่าเราเล่นแข็ง เพราะเรายังไม่เป็นไง พอมาช่วงหลัง อย่างปีที่แล้ว เรื่องเลือดเจ้าพระยา (2556) คนชอบเยอะนะ เพราะมันมีบทดราม่าด้วย มันเปิดโอกาสให้เราได้แสดงฝีมือในส่วนนี้สูงขึ้น”

และหากให้เขามองวงการละครไทยในปัจจุบัน และนำมาเปรียบเทียบกับละครของคุณพ่อของเขา ด้วยความคาดหวังที่จะได้เห็นมุมมองการกำกับใหม่ๆ ที่แปลกตาไปจากการปิ้งไก่, เดินป่า, ล่องแพ และต้มกาแฟ เขาก็ได้แสดงความคิดเห็นออกมาอย่างตรงไปตรงมาว่า “ละครไทยตอนนี้มุมภาพสวยเยอะนะ ดูอินเตอร์ขึ้นเยอะ ด้วยระบบใหม่ หรือด้วยอะไรหลายๆ อย่าง เราว่าถ้าไปฉายเกาหลี ไปฉายที่จีน หรือญี่ปุ่นตอนนี้ก็ไม่อายเขาแล้ว แต่ถ้าจะให้คุณพ่อเขาไปปรับให้เป็นแบบนั้น เราว่าคงยาก เพราะว่าเขามาแนวนี้ ถึงใช้ทฤษฎีภาพชัดขึ้น คมขึ้น แสงสวยขึ้น แต่เขาก็จะมาเป็นแนวเขา สโลแกนเขายังเป็นแบบนี้อยู่ แล้วยังมีคนชอบอยู่นะ คงเปลี่ยนยาก ต่อไปก็คงต้องเป็นเรา หรือน้องชายที่จะทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา”

เรื่อง : ฆนาธร ขาวสนิท
ภาพ: mars, Instagram arlongfamily, เฟซบุ๊ก Ch3Thailand

No Comments Yet

Comments are closed