The Mechanics ‘หยิ่น-อานันท์ หว่อง’ ดาวรุ่งจากซีรีส์วาย En Of Love

ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ถือว่าเป็นนาทีทองของซีรีส์วายในประเทศไทย เพราะจากช่วงเวลาปกติที่สาววายก็นิยมดูจำนวนมากอยู่แล้ว พอเกิดวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้ ‘บีบ’ ให้คนต้องจำใจอยู่กับบ้านด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ฐานผู้ชมกว้างขึ้นไปอีก แต่นั่นก็ไม่ได้เกิดกับซีรีส์วายทุกเรื่อง เพราะอย่างน้อยถ้าพื้นฐานเดิมของเรื่องราวมีบางอย่างที่ดึงดูดผู้คนมากพอหรือฉีกแนวออกไป ก็จะทำให้ปังง่ายขึ้น

หนึ่งในซีรีส์ที่ถือว่าเซอร์ไพรส์มาก คงต้องยกนิ้วให้ ‘En of Love รักวุ่นๆ ของหนุ่มวิศวะ’ ที่ประกอบด้วยมินิซีรีส์ 3 เรื่อง ได้แก่ วิศวะมีเกียร์น่ะเมียหมอ, กลรักรุ่นพี่ และเหนือพระราม สองเรื่องแรกออนไลน์ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนเหนือพระราม ตอนสาม จะออนแอร์เดือนมิถุนายนนี้

En of Love มียอดแฮชแทกขึ้นติดท็อปไฟว์ในทวิตเตอร์ตั้งแต่เรื่องแรกที่ออน แต่เรื่องที่สอง ‘กลรักรุ่นพี่’ ดูจะสร้างคู่จิ้นคู่ใหม่ประดับวงการได้อย่างภาคภูมิ ด้วยเนื้อเรื่องที่ดราม่าจัดๆ ฉีกแนวซีรีส์วายเรื่องอื่นๆ ไปอย่างสิ้นเชิง มาทำความรู้จักกับ ‘หยิ่น-อานันท์ หว่อง’ รับบทเป็นพี่วี จากซีรีส์ En Of Love ตอนกลรักรุ่นพี่กันสักหน่อย ทำไมหนุ่มตี๋ ลูกครึ่งฮ่องกงคนนี้จึงได้รับการตอบรับจากแฟนคลับอย่าล้นหลาม


เล่าให้ฟังหน่อยมาร่วมงานกับซีรีส์เรื่องนี้ได้อย่างไร

โดนทาบทามมาครับผม พอดีว่าทางผู้จัดเขาส่ง character ของผมไปให้นักเขียนดูครับ และนักเขียนจะเลือกว่าใครเหมาะกับบทไหน ซึ่งผมตรงกับบทพี่วีพอดี เขาเลยติดต่อมาว่าน้องสนใจแสดงซีรีส์เรื่องนี้มั้ย ผมคิดว่ามันท้าทายดี และถ้าจะได้ทำเป็นงานแรกด้านการแสดงของเราก็ควรต้องลองอะไรใหม่ ๆ บ้างครับ

ที่บอกว่าส่งคาแร็กเตอร์ให้นักเขียนดูนี่คือส่งเฉพาะรูปใช่มั้ย

ส่งเฉพาะรูปครับผม แต่ว่าน่าจะมีตัวเลือกสัก 4-5 คน ไปให้นักเขียนดู

คาแร็กเตอร์ของพี่วีเป็นอย่างไร

พี่วีที่ผมรู้จักและแสดงเป็นเขา ถ้าเป็นมุมกับเพื่อนนะครับ ผมมองว่าเขาเป็นคนที่รักเพื่อน รักทุกๆ คนเลย และให้ความสนใจกับเพื่อนมาก และเป็นคนที่เชื่อมั่นในความรักพอสมควรครับ แต่ถ้ามองในมุมเรื่องความรักด้วยพอเพื่อนมีมือที่สามพยายามเข้ามาแทรกกลาง พี่วีก็คือคนที่เข้าไปกันมือที่สามให้เพื่อน ส่วนตัวเอง แม้แฟนจะนอกใจ แต่เขาก็ให้โอกาสแฟน ทั้งๆ ที่ตัวพี่วีเองกำลังนอกใจอยู่เหมือนกัน จนเกิดความสับสน และเขาเป็นคนที่เวลาเจออะไรมาจะไม่ลงกับใคร แต่จะลงกับคู่ที่เขาเล่นด้วยเท่านั้น เป็นคนขี้โมโห เอาตัวเองเข้าไปแทรกกับเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกี่ยวข้องด้วยตลอด


ใกล้เคียงกับตัวจริงของเราแค่ไหน

ถามว่าใกล้ไหม มันมีทั้งจุดเหมือนและจุดต่างครับผม จุดที่เหมือนผมมองว่าเป็นคนที่ขี้เห็นใจ ชอบเทกแคร์คนอื่นเหมือนกัน แต่ถ้าต่างกันก็จะต่างกันตรงที่ผมจะเทกแคร์แบบมีระยะห่าง ไม่จำเป็นต้องไปแทรกในทุกเหตุการณ์ แต่คืออย่างพี่วี เขาจะเทกแคร์เพื่อนแบบว่าพยายามจะตัดมือที่สามออกไป ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเขาเลยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นผมอาจจะไปเตือนแล้วก็จบ แต่พี่วีไม่จบ ประมาณนี้ครับ

ในชีวิตจริงเคยเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้ไหม ประเภทเพื่อนมีมือที่สามเข้ามา แล้วเราต้องเข้าไปอีรุงตุงนังด้วย

ไม่เคยนะครับ เพราะผมไม่เคยเอาตัวเองไปยุ่งกับความสัมพันธ์ของใครสักคนหนึ่ง ประมาณว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเขาเอง ดังนั้นถ้าเราจะช่วยก็แค่ให้เวลาในยามที่เขาอยากได้คำปรึกษาจากเรา ผมจะคุยกับเขา ในความคิดของผม ไม่เคยที่จะไปทำแบบในซีรีส์ครับ

ตอนที่โดนทาบทาม เรารู้ใช่ไหมว่าเป็นซีรีส์วายที่ต้องเล่นชายกับชายรู้สึกอย่างไร

ใช่ครับ แวบแรกผมคิดไว้หลายๆ มุมครับ ผมมองว่าถ้าเราไปแสดงแล้ว น่าจะได้พบความแปลกใหม่ด้วย ก็ถามตัวเองว่าเราจะกล้าพอหรือเปล่ามันท้าทายเราด้วย ถ้าเราเล่นไม่ดีจะโดนด่าหรือเปล่า เราควรรับดีไหมนะ แต่สุดท้ายผมคิดว่าถ้าเราเต็มที่กับทุกอย่างแล้ว ถ้ามันจะออกมาดีหรือไม่ดีอย่างไร อย่างน้อยก็ไม่เสียใจที่เราได้ทำเต็มที่แล้ว


แต่ฟีดแบ็กที่ได้จากการแสดง 4 ตอน สั้นๆ ถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว

ใช่ครับ ต้องบอกว่ามันยิ่งกว่าเกินคาดมากๆ ทุกคนส่วนมากที่ติดตามเราตั้งแต่แรก เขารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นเพียงแค่ซีรีส์สั้นเท่านั้น การที่เราจะเล่นซีรีส์สั้นแล้วจะทำให้ทุกคนรู้จักเรา ผมไม่คิดเลยนะว่าเขาจะต้องรู้จักเรา คิดแค่ว่าโอเค อย่างน้อยเป็นผลงานชิ้นแรก อาจจะไปเตะตาใครในอนาคตก็หวังไว้อย่างนั้นครับ แต่มันกลับกัน ตรงที่คู่ผมที่เล่นด้วย พี่วอร์ ผมมองว่าเขาเป็นคนที่แสดงค่อนข้างที่จะเก่งมากๆ ทำให้ผมรับรู้เลยว่าผมควรจะต่ออารมณ์กับเขากลับไปอย่างไร ทำให้ผลงานการแสดงมันออกมาเกินคาด แล้วก็เลยเป็นที่จับตามอง

จากวันที่โดนทาบทามให้มาแสดงจนถึงวันเปิดกล้องใช้เวลาเตรียมตัว เรียนการแสดงนานแค่ไหน

นานมากเลยครับ ถ้าผมจำไม่ผิดนะ ช่วงที่ทาบทามมามันก็ประมาณหนึ่งปี และซีรีส์เราโดนเลื่อนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ถ่าย มันเกือบปีที่จะได้ถ่าย แล้วช่วงเวลา workshop ผมจำได้ว่าเรา workshop ประมาณ 10 ชั่วโมงก็จริง แต่ว่าเหมือนถ้าผมจำไม่ผิด คิวถ่ายตอนแรกคือเดือน 8 แต่เรา workshop เสร็จประมาณเดือน 6 แล้วไปถ่ายเลย พอถึงเวลาจริงๆ แล้วมันโดนเลื่อนไปอีก ทำให้พอจะลืมๆ ไปบ้าง แต่มีทำการบ้านกับทางพี่วอร์ คุยกับพี่เขา ปรึกษากัน มันเลยออกมาได้ดี

ใช้เวลาในการปรับตัวกับคู่ที่เราต้องเล่นด้วยนานไหมให้เคมีมันตรงกัน

นานนะครับจริงๆ ตัวผมกับตัวพี่เขา ถ้านับนิสัยส่วนตัวทั้งคู่เลยนะ ผมจะเป็นคนนิ่ง พี่เขาก็นิ่ง ทำให้ครั้งแรกที่เราเจอกันไม่คุยกันสักคำเลย ถึงจะรู้มาก่อนว่าเราต้องเล่นคู่กัน ไม่คุยกันสักคำเลย แล้วผมก็รู้ประวัติว่าพี่เขาเคยเล่นซีรีส์อะไรมาบ้าง เคยผ่านงานอะไรมาบ้าง พอเรามาเจอเขาครั้งแรก เขาก็ดูโหดดี จะไปกันรอดไหม แต่ถึงเวลาที่เราต้องทำงานกันจริงๆ นี่พอละลายพฤติกรรมกันไปแล้ว เราคุยกัน เลยมองว่าความสนิทมันมากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องพยายามเข้าหากัน ตอนแรกมันดีแล้ว ถ้าเกิดสมมุติว่ามันเปลี่ยนเป็นว่าผมพยายามไปหาเขาตั้งแต่แรก มันจะเป็นการฝืนความสัมพันธ์ และถ้าเขาไม่รับ มันจะเหมือนมีอะไรมากั้นเราตั้งแต่ตอนแรก สู้เราเป็นธรรมชาติของเรา ถ้าสนิทกันก็สนิทกันแบบพี่น้องกันจริงๆ ทุกอย่างมันจะออกมาเป๊ะแบบที่ทุกคนเห็นอยู่ตอนนี้


หลังจากที่ซีรีส์ออนไป 4 ตอน ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหม

เปลี่ยนครับ ด้วยความที่มันเกินคาด ทำให้มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ได้รับงานมากขึ้นครับผม แต่ถ้าถามว่าเปลี่ยนมากไหมตอนนี้ ยังไม่มากครับ เพราะเรายังไม่ได้ไปเดินสายไปเจอใคร ซีรีส์เองก็ยังไม่จบครบทุกตอนด้วย มันเลยไม่ได้เปลี่ยนมากเท่าไร แต่เปลี่ยนไหมก็มีการคุยกันครับว่า ให้เราระวังตัวมากขึ้นในโซเชียล อย่าเล่นอะไรก็ตามที่ทำให้เราถูกโจมตี ต้องเซฟตัวเองและเซฟคู่ของเราด้วยครับ

กลรักรุ่นพี่ ถือว่าเป็นผลงานเรื่องแรกของหยิ่น ก่อนหน้านี้เคยทำอะไรมาก่อน

เรื่องแรกเลยครับ ก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำอะไร แค่รีวิวและบางทีรับถ่ายแบบไปเรื่อยๆ ครับ ไม่มีผลงานด้านการแสดงเลย พูดก็ไม่เก่งครับ พูดไม่ได้เลย เป็นคนที่ขี้อาย ไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงออก แต่พอมีไลฟ์มาบ้าง และซีรีส์ออนก็ทำให้เราคิดว่าตัวเองทำได้ กล้าขึ้นในระดับหนึ่งครับ

ตอนนี้เรียนอะไรอยู่

เรียนวิศวะที่ มศว ครับผม สาขาคอมพิวเตอร์ กำลังจะจบปี 3 ครับผม เดี๋ยวรอส่งโปรเจ็กต์ก็จะจบปี 3 ครับ


ทำไมถึงเลือกเรียนวิศวะ

ต้องบอกก่อนว่ามันเป็นความคิดของคนทั่วไปที่เรียนวิทย์-คณิตมา ซึ่งยังไม่สามารถลบล้างบรรทัดฐานที่ว่าต้องเป็นหมอ เป็นวิศวะ เพราะเราจะมีพาวเวอร์ในการเลี้ยงดูครอบครัวได้ ซึ่งผมจะมองว่าในอนาคตผมต้องเลี้ยงครอบครัวอยู่แล้วตั้งเป้าหมายแรกไว้ว่าผมอยากเป็นหมอ แต่พอไปสอบอะไรต่างๆ เราเริ่มรู้ตัวเองแล้วว่าเราทำไม่ได้ ทั้งๆ เรื่องความตั้งใจ เราตั้งใจไม่พอผมเป็นคนกลัวเลือด ผมเลยควรตัดทางนี้ทิ้ง แล้วรองลงมาก็เป็นวิศวะ เพราะวิศวะเรามองว่าโอเค โลกเรามันพัฒนาไปค่อนข้างเร็วแล้ว ถ้าผมไปเรียนโยธา มันจะมีคนที่เขาพอที่จะสร้างอะไรพวกนี้ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปทางคอมพิวเตอร์ โลกสมัยใหม่มันต้องใช้เทคโนโลยีค่อนข้างมาก เราก็เลยมาเจาะทางนี้ดีกว่า

3 ปีที่ผ่านมาในรั้วมหาวิทยาลัยทำกิจกรรมอะไรบ้าง

ถ้าพูดถึงกิจกรรมมหาวิทยาลัย ผมเริ่มแรกไปคัดดาวเดือนครับ คือพอน้องๆ ทุกคนเข้ามา คณะของเราจะเปิดเทอมก่อนชาวบ้านเขา 1 อาทิตย์ ไม่ใช่เรียนนะ หมายถึงว่าเรามาให้รุ่นพี่จัดการเรา ละลายพฤติกรรม เล่นอะไรกันอาทิตย์หนึ่ง แล้วพอผ่านไปอาทิตย์หนึ่งเราก็เปิดเทอมเลย ช่วงอาทิตย์แรกเราจะเฟ้นหาดาวเดือน จะแตกต่างกับคณะอื่นที่ว่าเขาหากันตั้งแต่ปิดเทอมแล้ว แต่อันนี้เขามาหา 1 อาทิตย์ก่อนที่จะไปแข่งกับทางมหาวิทยาลัย ซึ่งผมก็เป็นแค่ 1 ใน 5 คือคณะวิศวะนี่เขาคัดแค่ 5 คนครับ เพื่อเอาตัวแทน 1 คน ผมก็เป็นแค่แคนดิเดต 1 ใน 5 แต่ไม่ได้ติดเป็นเดือนคณะครับ

ทำกิจกรรมอื่นบ้างไหม

ก็มีครับ พอจบดาวเดือนเสร็จปุ๊บ มันจะเป็นกิจกรรมกลางปี 1 รอรับกิจกรรมกับเขาครับ มีทั้งเข้าระเบียบ เล่นกีฬามหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ถ้าทำเพื่อน้องๆ ตอนปีโตๆ ก็เป็นช่วง Open House ครับ จะพูดอย่างไรดีล่ะ งานวิศวะมันเยอะพออยู่แล้วที่เราเรียนกัน ดังนั้น พอเราต้องแบ่งตัวเองไปทำตรงโน้นมันก็เหนื่อยเรา สู้เราทำอะไรก็ได้ที่มันมีประโยชน์ทีเดียวดีกว่าไหม คือ Open House ไปแนะนำน้องอย่างเดียวพอ


ทำไมตอนนั้นถึงเลือก มศว ไม่เข้าจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ หรือว่าลาดกระบัง

ต้องบอกก่อนว่าตอนผมเรียน ผมเพิ่งมาตั้งใจเรียนจริงๆ ตอน ม.5 แต่การเข้ามหาวิทยาลัยเกรดสะสมของเราตั้งแต่ ม.4-ม.6 ต้องดี ที่นี้เกรด ม.4 ผมพังไปหมดไงครับ ตอนนั้นผมเรียนที่สารสาสน์ครับ แม้แต่คิดเลข แค่หารเลขยังยากเลย สุดท้ายเราก็คิดว่าเออ มันต้องจริงจังกับอนาคตแล้ว เราตั้งใจเรียน แต่พอเกรดเราพังไปแล้ว เรามาตั้งใจ 2 ปีที่เหลือ มันแทนปีแรกไม่ได้ มันอาจจะสูงได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น เลยทำให้มันทรงๆ ตัว แล้วเราไปยื่นมหาวิทยาลัยที่คิดว่ามันมีสิทธิ์ดีกว่า แต่ส่วนตัวผมมองว่าทุกมหาวิทยาลัยเขาได้รับการรับรองหลักสูตรที่ได้มาตรฐานจากรัฐบาลมาหมดแล้ว ถึงจะเปิดได้ ดังนั้นเรียนที่ไหนก็ยากเหมือนกันหมด อย่าเอาชื่อมหาวิทยาลัยมาตัดสินว่าโอเคที่นี่เก่งกว่า มันอยู่ที่ตัวเราครับ

ที่เลือกเรียน มศว นี่ไม่ใช่เพราะว่า มศว มีดาราเรียนเยอะใช่ไหม

นี่ผมไม่รู้เลยนะว่าที่ไหนมีดาราเรียนเยอะบ้าง ผมไม่รู้เรื่องทั่วไป แม้กระทั่งดาราคนนี้ชื่ออะไร เพราะผมไม่ค่อยสนใจด้านนี้เลย ไม่ใช่เป็นการดูหมิ่นดูแคลนใครนะ แต่ว่าผมไม่มีความรู้ด้านนี้จริงๆ ดังนั้น มันไม่เกี่ยวเลยครับ แต่ถ้ามองที่ระบบแอดมิสชั่น อย่างที่บอกครับ ถามว่าเลือก มศว ไหม ผมก็ไม่ได้เลือกอันดับหนึ่งครับ บ้านผมอยู่ในโซนบางมด ผมอยากเลือกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านครับ เพราะช่วงนั้นมีปัญหาหลายๆ อย่าง ยายต้องอยู่บ้านคนเดียวด้วย ถ้าเราไปเรียนไกลปุ๊บ แล้วยายจะอยู่กับใคร เลยเลือกพระจอมเกล้าธนบุรีไปครับ เป็นสาขาอินเตอร์ ทำให้โอกาสเราติดง่ายขึ้น แต่พอถึงเวลาจริงๆ ผมมาติดที่นี่ ตอนแรกก็เซ็งนะที่เราต้องไปเรียนไกลๆ แล้วจะดูแลยายอย่างไร แต่พอถึงเวลาที่ทุกคนปรับตัวได้ ก็รู้สึกดีนะที่ว่าเราได้เข้ามาเรียนที่นี่ ถ้าผมติดที่พระจอมเกล้าธนบุรีอาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้ครับ


ที่บอกว่าตอน ม.4 ค่อนข้างเกเรก็เลยเกรดไม่ดี แล้ว ม.5 ดึงกลับขึ้นมาได้ ตอนนั้นฟิตอย่างไรถึงดึงตัวเองกลับขึ้นมาได้ มีคำแนะนำอะไรสำหรับน้องๆ ที่ยังเรียนในระดับนี้อยู่

สำหรับน้องๆ ทั้งหลายนะครับ อยากเตือนครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดกับชีวิต ไม่ใช่เพื่อนนะครับ แต่คือตัวเราเองที่จะเติบโตไปอย่างไรในอนาคต ถามว่าผมเกเรไหม ผมไม่นับว่าผมเกเรขนาดไปตีรันฟันแทงอะไรขนาดนั้น แต่ไม่ใช่เด็กที่อยู่ในกรอบเลย มีโดดเรียนบ้าง ฉะนั้นเรื่องอะไรพวกนี้ ทำได้นะครับ เราไม่ต้องเดินตรงเส้นตลอด แต่เราต้องรู้ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเราเองไม่เดือดร้อน อันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับผม เราต้องรู้จุดยืนของตัวเองด้วย บางคนเกเรแล้วที่บ้านเกิดกำลังมีปัญหาขึ้น ผมว่าอันนี้เป็นคนที่ไม่รู้ตัวเองครับ ส่วนตัวผมมองว่าช่วงนั้นบ้านเราเริ่มมีปัญหาแล้ว เด็กทุกคนต้องรับรู้แล้วว่าชีวิตของเราเองเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าโอเค เพื่อนคนนี้มีเงิน คนนู้นรวยปุ๊บ เราต้องใช้ชีวิตแบบเพื่อน อย่าเอาค่านิยมแบบนี้มาใส่ตัว ไม่ว่าจะอย่างไรเราต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ครับ ถ้าเขาเป็นเพื่อนแท้ เขาจะรักเราอยู่วันยันค่ำ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรเขาก็จะรักเรา แต่สิ่งแรกคุณต้องรักตัวเองก่อน และมีสติประคองว่าชีวิตเราต้องเดินอย่างไร

ชอบเล่นกีฬาไหม

เล่นครับผม แต่ไม่ได้เป็นนักกีฬานะ ผมไม่เป็นเลย ไม่สามารถที่จะไปฝึกตัวเองให้ได้อย่างนั้นตลอด แต่ถามว่าตัวเองเล่นได้ไหม มีเซนส์ทางกีฬาไหม ผมมองว่าตัวเองมีครับ ทางกายภาพตัวผมเองก็ไม่ได้แย่ครับ เป็นคนวิ่งเร็วและสูงอยู่ในระดับหนึ่ง ทั้งเล่นบาส เล่นบอลได้ครับ


ได้ข่าวว่าเป็นลูกครึ่งไทย-ฮ่องกงชื่อ ‘หยิ่น’ แปลว่าอะไร

ใช่ครับ เป็นลูกครึ่งไทย-ฮ่องกงชื่อ ‘หยิ่น’ แปลว่าอะไรหรือครับ ผมเคยถามพ่อตอนเด็กๆ ว่ามันแปลว่าอะไร ทำไมต้องตั้งแบบนี้ให้ ผมสงสัยว่าคำว่าหยิ่นคำเดียวมันมีความหมายอะไรได้บ้าง พ่อบอกว่ามันคือความมั่นคง ความกว้างใหญ่ ความอ่อนโยน คำเดียวสั้นๆ มันได้ขนาดนี้เลยหรือ จากนั้นผมก็ลืมช่วงนั้นไปแล้ว จนไม่นานมานี้เราต้องไปเจอสังคมใหม่ๆ ทั้งเพื่อนที่มหาวิทยาลัย ทั้งครู ทุกคนถามอีกว่าแปลว่าอะไร ผมก็เลยโอเค ตัดสินใจถามพ่ออีกรอบหนึ่งแล้วเมมไว้ในโทรศัพท์ จะได้จำได้ แล้วผมสามารถจำได้แล้ว

พูดกวางตุ้งได้ไหม คุณพ่อสอนหรือเปล่า

พ่อไม่สอนเลยครับ หมายถึงป๊าไม่สอนเลย แล้วช่วงแรกๆ สมัยเด็กๆไม่ค่อยได้ไปฮ่องกงเพราะว่าพ่อผมย้ายถิ่นฐานมาตั้งบริษัทที่ไทยนี่ครับ เป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง ตั้งแต่ช่วงต้มยำกุ้ง ก็เลยมีปัญหาทำให้เราดิ้นรนในประเทศไทยกันอยู่สักพักหนึ่ง แต่พ่อก็ไม่ได้กลับไปครับ ช่วงหลังๆ เป็นเพราะว่าอาม่าอายุมากขึ้น คนจีนเขาจะให้ความสำคัญกับครอบครัวมากเป็นพิเศษ เลยมีบินกลับไปฉลองวันเกิดบ้าง ญาติๆ ก็จะเป็นคนจีนหมดเลย แล้วเขาพูดกวางตุ้งกัน แต่ข้อดีคือคนฮ่องกงเขาพูดภาษาอังกฤษเก่งนะ แล้วส่วนตัวผม ตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ที่โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนเอกชน ดังนั้นภาษาอังกฤษเขาก็สอนมาดีในระดับหนึ่ง ทำให้เราฟังเขาออก ก็พอสื่อสารกันได้ครับ

ถ้าไม่มีเรียน ไม่ได้ทำงาน วันๆ หนึ่งทำอะไรบ้าง

ตัวผมเป็นคนชอบเล่นเกมกับออกกำลังกายครับ ถ้าไม่เล่นเกม ถ้าไม่เรียนกับทำงาน ถ้าเป็นช่วงสมัยเด็กๆ ติดเกมมาก แต่ก็ดึงตัวเองออกจากเกมมาได้ เลยกลายเป็นว่าเราชอบที่จะดูแลตัวเอง และถ้าว่างๆ จะดูเสื้อผ้าที่มันแมตช์กับเรา และออกกำลังกายครับ อยากมีรูปร่าง performance ที่ดี


ไม่น่าล่ะในซีนในซีรีส์เห็นมีฉากถอดเสื้อหลายช็อต

มีครับ เราเริ่มถ่ายกันตอนเดือน 8 แต่ก่อนหน้านั้นเดือน 6 -7 เกือบ 2 เดือนเต็มๆ ผมออกกำลังกายทั้งเดือนเลย หุ่นฟิตมากกว่าในซีรีส์นะครับ แต่พอถึงเวลาถ่ายซีรีส์จริงๆ มันเป็นช่วงเปิดเทอมไปแล้ว ด้วยความที่ผมไปเรียนองครักษ์ นครนายก ไม่มียิมครับ แล้วเรียนหนักอีก เวลาออกกำลังกายก็ลดลง สภาพหุ่นที่เราเคยปั้นไว้เล่นๆ มันจะดร็อปไปเรื่อยๆ ดร็อปๆๆ จนได้เท่าที่เห็นในซีนน่ะครับ

ถ้าวันนี้ไม่ได้เล่นกลรักรุ่นพี่

ไม่น่าจะทำอะไรอย่างอื่นๆ นะครับ น่าจะตั้งใจเรียนทางคอมพิวเตอร์ของเรา และก็หาอะไรสักอย่างที่มันมั่นคงกับชีวิตครับ คงจะฝึกการเขียนโปรแกรม หาความรู้ใหม่ๆ ด้านคอมพิวเตอร์ให้เราทันกับคนอื่นเขา จะได้มีสกิลในการทำงานได้ดีในอนาคต

ตอนนี้มองตัวเองในวงการไว้อย่างไรบ้างไหมว่าหลังจากนี้เราอยากจะทำอะไรต่อ หรือว่าเรียนจบแล้วจะเบนไปสายวิศวะตามที่เรียนมา

ถ้านับจากตอนนี้ที่ซีรีส์ออนแอร์ไปแล้ว หลังจากนี้ถ้าให้เลือกระหว่างวิศวะกับวงการ ผมเลือกวงการมากกว่า อยากเรียนรู้ด้านนี้ อยากเติบโตไปด้านนี้ให้มากกว่านี้ ผมมองว่าถ้าให้เลือกรักอะไร ผมรักวงการมากกว่า ดังนั้นการทำงานตอนนี้ก็จะสนุกกว่าครับ ถ้าเราสนุกกับงานที่เราทำ เรื่องเงินมันไม่สำคัญเลยครับ พอเราสนุกปุ๊บ เราก็อยากทำงาน ชีวิตจะบวกขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ทางวิศวะ ถ้าบอกตรงๆ ผมไม่ค่อยชอบเท่าไร ด้วยความที่มันยากมากๆ แล้วเราต้องไปเจอกับคนเก่ง ดูจากรุ่นพี่ที่ทำงาน เข้างาน 8 โมง เลิก 4 ทุ่ม มันไม่ไหวครับ

อยากให้ฝากผลงานซีรีส์ที่ยังเหลือ #เหนือพระรามอีกตอนหนึ่งกับแฟนๆ

สำหรับแฟนๆ นะครับผม ขอขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ทำให้มีถึงทุกวันนี้ แต่ก็ใจเย็นๆ นะครับ ซีรีส์พวกเรายังไม่จบนะครับ ยังมีตอนเหนือพระรามอยู่นะครับ เป็นผลงานเรื่องแรกของพร้อม ราชภัทร วรสาร ก็ฝากติดตามผลงานของน้องผมด้วยนะครับ และผมอาจจะไปจอยในนั้นนิดหน่อยนะครับ ติดตามกันไปนะครับ


Text by Takeshi West

No Comments Yet

Comments are closed