
แสงอัสดงแทรกระหว่างอิฐแดงขึ้นรูปทรงเจดีย์ดอกบัวตูมและทรงระฆังคว่ำ ที่ดูเหมือนว่าเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นมานับหลายร้อยปี ท้องฟ้าครามกับปุยเมฆใสขีดกั้นระหว่างพื้นดินที่เสมือนจิตรกรป้ายสีน้ำมันบนผืนผ้าใบด้วยสีน้ำตาลปนแดงของอิฐตัดกับสีเขียวของต้นหญ้าและใ
มันไม่ใช่เพียง…. พาหนะสองล้อ ที่จะพาคุณเคลื่อนที่ไปยังจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ เครื่องหมายแสดงถึงความเท่ ดูดี มีรสนิยม และมันเป็นงานศิลปะซึ่งสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง พร้อมกับราคาที่สูงลิบลิ่ว ส่วนใครจะรักยี่ห้อไหน แนวไหน ชอบสไตล์ไหน ก็แล้วแต่เลือกเลยครับ แต่ก็เอาแบบไม่ลำบากกระเป๋าสตางค์แล้วกัน ส่วนวันนี้ เรามีมาให้คุณเลือกกันพอหอมปากหอมคอกับรถมอเตอร์ไซค์ที่ค่าตัว เป็นเลข 7 หลัก นิดๆ จิ๊บๆ…
ถึงปากช่องหนองชะแง้วเข้าแผ้วถาง แม้นค่ำค้างอรัญวาได้อาศัย เป็นที่ลุ่มขุมขังคงคาลัย วังเวงใจรีบเดินไม่เมินเลย หนทางรื่นพื้นทรายละเอียดอ่อน ในดงดอนดอกพะยอมหอมระเหย หายละหวยด้วยพระพายมาชายเชย ชะแง้เงยแหงนทัศนา” อย่าคิดว่าถนนคนเดินหรือวอร์คกิ้งสตรีทจะเป็น
ไม่บ่อยนักที่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้น “Music for Blind” คอนเสิร์ตรวมพลศิลปินจิตอาสาตาดี มาร่วมแสดงพลังน้ำใจโชว์น้ำเสียงร้อยเรียงความสุขแบบไม่จำกัดค่าย เพื่อระดมทุนหารายได้ช่วยสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมคนตาบอดโลก ซึ่งยังขา
ครึ่งสหัสวรรษ ที่สายลับหนุ่มจากเกาะอังกฤษ ออกโลดแล่นโชว์ลีลา แอกชันมันส์ๆ กับอุปกรณ์สุดไฮเทคบนแผ่นฟิล์ม ที่ถ้านำความยาวของฟิล์มทั้งหมดมาต่อกันน่าจะยาวพอๆ กับประเทศไหนสักแห่งบนแผนที่โลกได้ละมั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนเจมส์ บอนด์เฝ้ารอในทุกภาค คือ “ผู้หญิงของบอนด์” และ “รถของบอนด์” เจมส์ บอนส์ คือสุดยอดสายลับที่มีแฟนคลับเฝ้ารอคอยในทุกภาคๆ และถ้าแฟนคลับคนไหน หรือใครที่เคยดูเจมส์ บอนด์ เกิดคิดถึง สายลับคนนี้ขึ้นมาไม่ต้องบินไปหาถึงเมืองนอกแล้วในตอนนี้ เพราะ เจมส์ บอนด์ ได้มาโลดแล่น ให้แฟนๆได้สัมผัส ถึงตำนาน ความเป็นมากันถึง กรุงเทพมหานคร กับ “นิทรรศการฉลองครบรอบ 50 ปี ภาพยนตร์เรื่องเจมส์ บอนด์” ที่จัดขึ้นโดย “โซนี่ พิคเจอร์ส” เพื่อเป็นการปลุกความทรงจำของคุณขึ้นอีกครั้ง วันนี้ เราเอาโปสเตอร์สวยๆ พร้อมเรื่องราวเล็กน้อยของเจมส์ บอนด์ มายั่วน้ำลายแฟนๆ กันทั้งหมด 23 ตอน
เรื่อง/ภาพ อดัม คาร์ล ฮอนอร์ นักเขียนชาวแคนาดา กล่าวว่า “เราได้สูญเสียศิลปะแห่งการอยู่เฉยๆ ศิลปะแห่งการทำตัวให้เนิบช้าและการอยู่ตามลำพังกับความคิดของเราเอง” “วัฒนธรรมความเร็ว” น่าจะเริ่มกัดกินมนุษย์มาตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อสัก 200 ปีก่อนแล้ว
