‘มิ้ง ณัฐวลัญช์’ จากรับจ้างเดือนละ 500 สู่เจ้าของฟิตเนสหลักล้าน “ไม่อยากสวยแต่รูป จูบไม่หอม”




เป็นที่ฮือฮาทีเดียวเมื่อ mars โพสต์ภาพสาวอุดรธานี วัย 23 ปีที่มีนามว่า ‘มิ้ง-ณัฐวลัญช์ วังเลอสรวง’ ซึ่งเธอเป็นเจ้าของ U Fitness เจ้าของร้านอาหารเลอสราง (Ler Sroung Bar & Bistro) และนักจัดอีเวนต์ ไปเพียงชั่วข้ามคืนก็เกิดกระแสแชร์กระหน่ำกันล้นหลาม และกลายเป็นข่าวในโลกออนไลน์อยู่พักใหญ่
แต่เบื้องหลังความน่ารัก เซ็กซี่ และบัลลังก์แห่งความสำเร็จนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเธอเริ่มต้นทำธุรกิจด้วยเงินไม่กี่พันบาทตั้งแต่อายุ 19 ในสภาพตะเกียตะกายจากความไม่พร้อมในทุกๆ ด้าน เก็บเล็กผสมน้อยอยู่หลายปีเพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่ชอบในสเกลที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยหวังว่า

“อยากให้พ่อแม่หยุดทำงานก่อนเราอายุ 26 ปี”

วันนี้มิ้งเปิดอกคุยทุกเรื่องกับ mars อย่างละเอียดตั้งแต่เส้นทางธุรกิจอันหลากหลายในอดีตจนถึงปัจจุบันอัน ความหวัง ความฝัน และอุปสรรคสารพันกว่าจะขึ้นสู่เวทีแห่งความสำเร็จ รวมไปถึงหนทางไขประตูใจที่หนุ่มๆ หลายคนกำลังค้นหา นี่คือบทสัมภาษณ์ครั้งแรก และอาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตของเธอ

จุดเริ่มต้นธุรกิจอยู่ตรงไหน
ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้วตอนมิ้งอายุ 19 ตอนนั้นเรามีความคิดเหมือนวัยรุ่นทุกๆ คน คืออยากยืนได้ด้วยตัวเอง อยากเลี้ยงพ่อแม่ได้ อยากรวย อีกอย่างหนึ่งคือมิ้งไม่อยากเป็นผู้หญิงที่สวยแต่รูป จูบไม่หอม อยากเป็นผู้หญิงที่เก่งขึ้นในทุกๆ วัน

ธุรกิจแรกที่เราทำคืออะไร
ธุรกิจแรกของมิ้งเป็นแบรนด์บิวตี้ชื่อว่า โมอาซู เป็นแบรนด์สบู่ ต่อมาก็เป็นเสื้อผ้า ฟิตเนส ร้านอาหาร และล่าสุดจัดอีเวนต์เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา (ที่อุดรฯ) ทุกอย่างนี้มันเริ่มต้นจากความชอบของมิ้ง คือเราปักธงเอาไว้ตั้งแต่อายุ 19 ปีแล้วว่าจะทำทุกอย่างที่ตัวเองมีความสุข และทุกอย่างที่ทำมามันก็ทำให้เราได้ประสบการณ์ และเพิ่มศักยภาพให้กับตัวเอง

ความสุขกับธุรกิจมันไปด้วยกันได้ยังไง
คือมิ้งจะชอบอะไรที่ตื่นเต้น ท้าทายอยู่ตลอด ชอบอะไรใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรือการทำธุรกิจ เลยรู้สึกว่ายิ่งเราได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ มีบทบาทที่ตื่นเต้นยิ่งเพิ่มศักยภาพในชีวิตเรา
รู้สึกว่าทุกๆ เช้าที่ตื่นมา ได้ทำเรื่องอะไรที่ตื่นเต้นตลอดเวลา เพราะเหมือนกับแต่ละบทบาทของการทำงานมันแตกต่างกัน เช่น ฟิตเนสจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ร้านอาหารจะเป็นอีกแบบหนึ่ง งานอีเวนต์ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เหมือนเราได้เป็นคนใหม่ในทุกๆ พาร์ตของการทำงาน

ถ้าเห็นภาพจากไอจีหรือเฟซบุ๊กมันเป็นภาพที่สวยงาม เป็นความสำเร็จในรูปภาพที่เราถ่ายทอดออกไป บางคนมองว่ามันดีมาก เราเก่งมาก แต่เชื่อไหมว่า ในชีวิตจริงมันแทบไม่เหมือนกับที่เราเขียนหรือถ่ายทอด บางทีร้องไห้ แต่ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นไปสู้กับมัน บางทีที่เจอปัญหาเข้ามาสิ่งเดียวและสิ่งแรกที่ทำให้คือ ตั้งสติและลุกขึ้นสู้จริงๆ ค่ะ

ตั้งแต่ทำธุรกิจเคยล้มมากี่ครั้ง
เชื่อไหมว่าตอนนี้เรายังหาไม่เจอเลยกับคำว่าประสบความสำเร็จ เพราะในทุกๆ วันที่ตื่นเช้ามาทำงาน มันยังอยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้ตลอด โลกมันเปลี่ยนทุกเวลา ถ้าเราไม่รู้จักพัฒนาตัวเองไปพร้อมๆ หรือย่ำอยู่กับที่ สักวันหนึ่งเราก็ต้องแพ้

ยิ่งบางคนถามว่า ทำธุรกิจยากไหม ทำธุรกิจเป็นยังไง ฉันจะทำธุรกิจได้ไหม มิ้งว่าคำถามแบบนี้ต้องถามตัวเองก่อนว่าเราอยากทำธุรกิจอะไร เราไตร่ตรองมันก่อน ถ้าเราไตร่ตรองมันดีแล้วก็ลงมือทำเลย แต่ถ้าคิดว่ายังไงก็ทำไม่ได้ เราจะแพ้ตั้งแต่ความคิด และเราจะไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย

เหมือนกับว่าถ้าเราคิดจะทำ ต้องทำให้ได้
ใช่ค่ะ ตั้งแต่เด็กๆ เลย ตอนอายุ19 เราค้นหาตัวเองไม่เจอเลยสักอย่าง ไม่รู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร เพราะเด็กวัยรุ่นอายุเท่าเราส่วนมากก็จะไปเที่ยว นั่งร้านกาแฟ ถ่ายรูป อัพชีวิตที่แฮปปี้ลงโซเชียล แต่โชคดีที่มีเพื่อนดีๆ เราก็เลยเริ่มต้นทำแบรนด์สบู่กับเพื่อนขึ้นมา
ถึงจะไม่ประสบความสำเร็จกับแบรนด์นั้น แต่มันทำให้เราและเพื่อน เติบโตไปพร้อมๆ กัน ล้มด้วยกันแต่เราไม่ทิ้งกัน ล้มแล้วยิ่งลุกไว เราจะยิ่งประสบความสำเร็จไวกว่าคนอื่น

เวลาที่ธุรกิจมันไม่ตอบโจทย์เรื่องเงิน เราแก้ปัญหายังไงให้เดินไปต่อได้
ตอนนั้นก็เครียดนะ ขอแม่ก็ไม่ได้ เพราะแม่ไม่สนับสนุน ต้องพยายามทำพาร์ตไทม์ควบคู่ไปด้วย เช่น ขายตุ๊กตาหมีออนไลน์ ช่วยแต่ละแบรนด์ทำคอนเทนต์ก็ได้เดือนละ 500 พยายามเก็บเงินให้ได้แต่ละก้อนเพื่อเอามาลงทุนต่อยอดธุรกิจ

ทำไมไม่หาเงินให้พร้อมก่อนค่อยลงมือทำ
บางคนชอบมองว่าไม่มีเงินทำไม่ได้หรอก ต้องรอให้พร้อมก่อนถึงทำ เราเลยรู้สึกว่าคนที่รอให้พร้อมส่วนใหญ่มักไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เขาไม่รอให้พร้อมแต่เขาลงมือทำ อย่างเราไม่มีอะไรพร้อมสักอย่าง แต่เราพยายามหาเงินทีละเล็กละน้อยเพื่อให้มันเป็นก้อนและต่อยอดลงทุนไปกับมัน มันอยู่ที่เรามากกว่า

คิดยังไงถึงมาทำฟิตเนส เพราะธุรกิจนี้ต้องลงทุนเยอะ แต่เก็บกลับมาเป็นเบี้ยหัวแตก
จุดเริ่มต้นคือ ตอนเรียนยอมรับว่าป่วยง่าย หยุดเรียนไปหาหมอบ่อยๆ เลยหันมาออกกำลังกายดู พอออกกำลังกายแล้วมันเวิร์กมาก สุขภาพแข็งแรงขึ้น หายขาดจากโรคที่เป็น ทำให้เรารักที่จะออกกำลังกาย พอกลับไปบ้านเรา (อุดรฯ) ก็เลยอยากเปิดฟิตเนส เพื่อตัวเองและอยากให้คนอื่นมีสุขภาพที่ดีด้วย

แล้วสุขภาพของธุรกิจฟิตเนสตอนนี้เป็นยังไง
สำหรับเรามองว่าดีมาก เพราะรู้สึกว่าเงินไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีได้ ต้องลงมือทำ การมีสุขภาพดีมันก็ทำให้เรามีชีวิตดีในหลายๆ ด้าน เราอยากตื่นเช้ามาทำงาน เราแข็งแรงได้อยู่กับคนที่เรารักนานๆ แล้วอีกอย่าง ธุรกิจฟิตเนสหรือความสวยความงามมันโตขึ้นทุกๆ ปี

ถึงวันนี้ก็ทำธุรกิจมาตั้งหลายอย่าง อยากรู้ว่าความน่ากลัวของการลงทุนลงแรงเองคืออะไร
ขึ้นชื่อว่าธุรกิจมันมีความยากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความยากในงานที่เราทำอยู่ หรือยากกับเพื่อนร่วมงาน เราจะต้องบาลานซ์ไปพร้อมๆ กัน มันมีอะไรให้เราแก้ไขตลอดเวลา และเราก็ต้องพร้อมรับมือตลอดเวลา สิ่งสำคัญที่เคยบอกไปก็คือ มีสติ เมื่อเรามีสติมันจะช่วยเราแก้ไขทุกๆ ปัญหา และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้

เชื่อไหมว่า ทุกคนสามารถทำธุรกิจได้
เชื่อนะ มันไม่มีเหตุผลที่คุณจะทำธุรกิจไม่ได้ ถ้าคุณเชื่อว่าทำได้ คุณจะทำได้ แต่ถ้าหากว่าเชื่อว่าคุณทำไม่ได้ มันจะแพ้ตั้งแต่ความคิด คุณต้องเชื่อว่าทำได้ก่อน มีศรัทธาในตัวเองก่อน แต่ถ้าเชื่อว่าทำไม่ได้ มันเหมือนตีกรอบให้ตัวเองย่ำอยู่กับที่ มันจะไม่ทำให้เรากล้าทำอะไรใหม่ๆ ชีวิตจะน่าเบื่อมาก

มีการวิธีการแนะนำให้คนอื่นออกจากคอมฟอร์ตโซนยังไง
อย่างตอนนั้นที่เราตัดสินใจออกมาจากคอมฟอร์ตโซน ขณะที่คนรอบข้างยังอยู่ในวัยเรียนกัน เที่ยวเล่น กินข้าว คือมิ้งอยากลองมาค้นหาตัวเอง อยากยืนได้ด้วยตัวเอง เพราะเรามีความเชื่อว่า ถ้าเราเริ่มไวกว่าคนอื่น เราจะประสบความสำเร็จกว่าคนอื่น ถ้าเรากลัวการออกจากคอมฟอร์ตโซนมากเท่าไหร่ มันยิ่งน่ากลัวมาก เหมือนกับเรารอความพ่ายแพ้ตลอดเวลา เพราะอย่างที่บอก โลกมันเดินไปข้างหน้า มันเปลี่ยนแล้วมันหมุนอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงก็เหมือนเรารอรับความพ่ายแพ้ของตัวเอง

อยากรู้ว่าพลังที่จะทำให้เราลุกขึ้นต่อสู้ในวันที่ท้อแท้คืออะไร
พลังที่ทำให้เราลุกขึ้นสู้น่าจะเป็นพ่อกับแม่ หลายคนอาจจะมีเป้าหมายอยากมีบ้าน มีรถ แต่สำหรับมิ้งอยากให้พ่อกับแม่หยุดทำงานก่อนเราอายุ 26 ปี เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้สามารถเลี้ยงดูเขาได้ไหม แต่อย่างน้อยเมื่อเราไปถึงอายุ 26 ปี เราก็อาจช่วยแบ่งเบา ค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ หรืออะไรที่เขาอยากได้ มันอาจไม่มากพอ แต่เราก็แบ่งเบาได้

ส่วนที่ทำธุรกิจอยู่ตอนนี้ ถ้าหากเครียดอยู่ หรือกำลังล้ม ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน ให้ตั้งสติก่อนนะคะ หรือจะเปิดธรรมะฟังก่อนนอนก็ได้ มันจะทำให้เรารู้สึกเบา หรือเหมือนยกภูเขาออกจากอก พยายามหาทางออกด้วยตัวเอง ปรึกษาคนรอบข้างที่มีทัศนคติบวกหรือทำให้เราสบายใจ เคล็ดลับของมิ้งคือ ถ้าเราเหนื่อย เราล้า เราเครียด นอนหนึ่งคืนก็หาย แต่ถ้าเราจน นอนกี่คืนก็ไม่หาย

ทำธุรกิจเก่งขนาดนี้ หนุ่มๆ ที่จะเข้ามาอยู่ข้างๆ ต้องมีนิสัยยังไง
จริงๆ มิ้งชอบคนที่มีทัศนคติบวกให้กับชีวิต เวลาที่เราไปเจอเรื่องเครียดๆ มา เราก็อยากฟังเรื่องราวดีๆ จากเขา หรือเปิดโลกให้เรา รู้สึกว่าอยู่กับคนอย่างนี้แล้วอบอุ่น

ส่วนสเป็คมิ้งชอบผู้ชายที่รักครอบครัวมาก เพราะเราก็รักครอบครัว ถ้าเขาจะเดินเข้ามาในชีวิตเรา แต่ยังดูแลพ่อกับแม่ได้ไม่ดี เขาก็ไม่น่าจะดูแลเราได้ดีเช่นกัน อย่างมิ้งรักพ่อกับแม่มาก การที่ใครจะเข้ามามิ้งก็พร้อมจะดูแลเขาด้วยเช่นกัน อันนี้คือสิ่งแรกเลย ส่วนข้อต่อมาก็อย่างที่บอกคือทัศนคติ อยู่ด้วยแล้วไม่ปวดหัวกับเรื่องนอกใจหรือเปล่า? ไลน์คุยกับใคร? เพราะมิ้งเหนื่อยกับงานมามากแล้ว ไม่อยากมาเหนื่อยกับเรื่องพวกนี้ เอาเวลาไปโฟกัสเรื่องงานดีกว่า ส่วนตัวชอบผู้ชายขาว อวบ มีน้ำมีนวล ส่วนหน้าตาจะยังไงก็ได้ เดี๋ยวค่อยไปดูกันอีกที

ที่พูดมาทั้งหมดนี้เจอหรือยัง
ยังไม่เจอเลย จริงๆ มิ้งชอบผู้ชายที่อายุมากกว่า ผู้ใหญ่กว่า เพราะอายุเราแค่ 23 ปี ส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะเจอแต่วัยรุ่น ยังไม่ตรงสเป็ค แค่คุยกันเป็นเพื่อนพี่น้องแล้วผ่านไป





ความเซ็กซี่ของมิ้งในวันพักผ่อน

Back to Home
On Social