Marsmag.net

'ดาจิม' แบ็ก ทู อันเดอร์กราวนด์ กับข้อกล่าวหา 'หยาบ'!!


ต้องบอกเลยว่าชายหนุ่มหญิงไทยรุ่น 25 อัพ (บวกลบ) แทบไม่มีใครไม่รู้จัก ดาจิม หรือ ตั้ม-สุวิชชา สุภาวีระ ที่สร้างกระแสปั่นป่วนแก่วงการแร็ปโย่ทั้งใต้ดินและบนดินหลายปีก่อน หลังปล่อยผลงานอัลบั้ม Hip Hop Above the Law (ปี 2544) ที่ถือว่าประสบความสำเร็จในวงการใต้ดิน ซึ่งมีเนื้อหารุนแรงทั้งเพลงดังอย่าง ห.ว.ย./ อย่าให้กูเจอ/ สลึง vs สลวย ที่มีการใช้คำด่าทอเจ้าหน้าที่และส่อไปทางลามก โดยเฉพาะเพลง เสือกทำไม ซึ่งเป็นที่นิยมเปิดในสถานบันเทิง จนเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนักเที่ยวกับเจ้าหน้าที่ ขณะเจ้าหน้าที่กำลังเร่งปฏิบัติตามนโยบายจัดระเบียบสังคม จนทำให้ดาจิมถูกตำรวจจับในข้อหาร่วมกันผลิตแถบเสียงที่สื่อไปทางลามกอนาจาร

ผู้เขียน ซึ่งอยู่ในวัยล่วงมา 20 กว่าๆ เมื่อย้อนความถึงต้องคารวะความบ้า ความกล้าของดาจิม ในฐานะตัวแสบที่ออกมาระบายความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ลูกเด็กเล็กแดง ชาวบ้านร้านตลาดแทบจะร้องตามได้เกือบทุกเพลงที่ปล่อยออกมา แม้จะมีเนื้อหาและถ้อยคำรุนแรง เข้าข่ายลามกจริง แต่ก็ถือว่าเป็นการเสียดสีความจริงที่ไม่มีใครอยากรับรู้ อยากได้ยิน

การถูกจับครั้งนั้น ประกอบกับเพลงที่ติดหูอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มกระแสความร้อนแรงให้ดาจิมเป็นที่รู้จักมากขึ้น เรียกว่า 'ใครไม่เคยฟัง ต้องไปหามาฟังให้ได้' แต่ดาจิมไม่หงอ กลับยิ้มรับข้อกล่าวหา และเดินเข้าไปจ่ายค่าปรับที่โรงพัก รายการทีวีฉวยโอกาสเชิญไปออกรายการวาไรตี้ในฐานะ 'แร็ปใต้ดินวงแรกของประเทศไทยที่ถูกตำรวจจับ' แรงแค่ไหน ก็คิดดูเอาเองว่า หลังจากถูกจับกุม ได้เข้ามาอยู่กับสังกัดจีนี่ เรคคอร์ดส ของแกรมมี่ มีผลงานอัลบั้มชุดที่ 3 ชุด Rap Thai (ปี 2545) แต่ชุดนี้ลดความรุนแรงลง และตามมาด้วยอัลบั้มชุดที่ 4 Twilight Zone และชุดที่ 5 กิ๊กทั่วไทย

Independence Day คืออัลบั้มที่ 6 ของ Da Jim ที่กลับมาทำเพลงใต้ดินอีกครั้งกับ N.Y.U Club และใช้เนื้อหารุนแรงตามเดิม หลังจากหมดสัญญาจาก GMM โดยอัลบั้มนี้มีเพลงดังอย่างเพลง 'รั่ว' ที่เปิดกันเกือบทุกสถานบันเทิงตั้งแต่อัลบั้มยังไม่ทันวางแผง คุณจะถูกดึงกลับไปสู่ความมันสะใจ เหมือนครั้งที่ยังโยกไปกับ 2 อัลบั้มแรกคิอ Hip Hop Underworld และ Hip Hop Above the Law ที่กลายเป็นอัลบั้มตำนาน

หลังจากหายไปนานจนคนเกือบลืมไปแล้ว ดาจิมก็โผล่ขึ้นมาสร้างความประหลาดใจอีกครั้งในดนตรีแนวฮิปฮอปผสมเฮาส์ Single “เป๊ะเว่อร์” สังกัด “Masscotte Entertainment” มาคราวนี้ คนที่คิดถึงถึงกับต้องผงะตกเก้าอี้ เพราะเขามาแปลก ไม่เชื่อไปสำรวจในยูทูบดูได้เลย

นี่คือประวัติย่อของ ดาจิม อดีตชาติหนึ่งของแร็ปไทยที่ผลุบๆ โผล่ๆ ใต้ดิน บนดิน เป็นว่าเล่น Taste แกะเสียงสัมภาษณ์ดาจิมตัวเป็นๆ พร้อมขุดเบื้องลึกเบื้องหลังที่ประชาชีสงสัยมานาน (โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม)

 
เบื้องหลัง 'ดาจิม' กบดานข้าวสาร

ตั้งแต่จำความได้ ผมก็ดูหนังมาตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านผม คุณพ่อทำธุรกิจเกี่ยวกับวิดีโอให้เช่า ยุคนั้นยังเป็นวิดีโอคาสเซตต์อยู่เลย ผมก็เลยได้ดูหนังฝรั่ง แล้วก็ชอบดาราคนนึง ชื่อ 'จิม แครี่' ที่ชอบเล่นหนังตลก แล้วชื่อดาจิม มันก็มาจากอีตา 'จิม' นั่นแหละ ผมก็ชอบเอามุกจากหนังจิมเนี่ยไปเล่นกับหัวหน้าฝรั่งที่ ทาวเวอร์ เรคคอร์ดน่ะ แล้วฝรั่งเค้าเรียกชื่อเล่นผมลำบาก (ตั้ม) เค้าออกเสียงได้ว่า 'ทาม ทาม' พอผมไปเล่นมุกจิม แครี่ หัวหน้าแกก็บอกว่า You look like จิม แครี่ เค้าก็เลยเรียกผมว่า จิม แล้วเพื่อนๆ ในทาวเวอร์ก็แห่เรียกตามเค้า ผมก็เลยมี 2 ชื่อทันทีว่า ตั้ม กับ จิม

อายุ 20 กว่าๆ ตอนนั้นก็ร้อนครับ ของเยอะๆ (หัวเราะ) จากพนักงานเดินขายเทป ขายซีดีอยู่ในร้าน มีแร็บเปอร์รุ่นพี่อย่างพี่โจ้ (โจอี้ บอย) ออกมาแล้ว มีพี่เจ เจตริน ออกมาแล้ว วงของค่ายคีตา ชื่อ ทีเคโอ ด็อกเตอร์คิด ขันที ที่แร็ปๆ น่ะ แล้วตอนที่พี่โจ้ออกชุดแรก (เอโพด) ผมเจอพี่โจ้ไปเล่นโรลเลอร์เบลด เล่นสเกตบอร์ดที่สนามศุภฯ แต่ผมไม่ได้เล่นนะ ผมชอบไปเดินมาบุญครองเฉยๆ แล้วก็เจอพี่เต้ง (ดีเจสไปเดอร์ มังกี้) จับพลัดจับผลูก็ไปเที่ยวกัน ไปเที่ยวผับกันยุคนั้นน่ะ ก็ร้านสปีด เป็นที่รวมตัวของเด็กแร็ป

ผมก็เปิดพังเพลงยุโรป แร็ปๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ ภาษาอังกฤษผมก็ไม่ได้เรื่องหรอก แต่ศึกษา เอาจริงเอาจังกับมัน มันก็ได้เอง แล้วทำไมถึงอยากจะทำเพลงใต้ดิน ที่จริงมันก็เป็นอีโก้ของเด็กคนนึง ผมบางครั้งก็เบื่อเพลงไทยน่ะ เบื่อ ไม่อยากเหมือนใครเลยอ่ะ ตัดสินใจทำเพลงใต้ดิน ไม่เคยคิดจะไปค่ายใหญ่เลยนะ พอดีเจอเพื่อนเก่าคนนึง ชื่อ ดีเจ Dig-it-all ซึ่งทำห้องอัดเล็กๆ อยู่ ชักชวนกันทำอัลบั้ม ผมเป็นคนเขียนเนื้อเพลงทั้งหมด ส่วนดีเจ Dig-it-all เป็นโปรดิวเซอร์ดูแลดนตรี ทำเสร็จก็ไปบอกหัวหน้าฝรั่งว่าจะออกไปทำเพลง เป็นศิลปิน เราลาออกเลย แล้วมานั่งขายที่ข้าวสาร เพราะมีแผงของญาติอยู่ มากบดานอยู่แถวนี้เอง

 
จุดเปลี่ยนเมื่อโดนจับกับความฝันของ ด.ช.ดาจิม

ดาจิมเป็นแร็ปใต้ดินวงแรกที่เกิดขึ้นตอนนั้นนะ แต่ก่อนหน้ามันก็จะมีวงร็อกมาก่อน อย่างซีเปีย ปฐมพร แต่ถ้าเป็นแร็ปใต้ดิน ผมก็คนแรกนะ แต่เรามาจากการชอบเต้นก่อน เต้นรำ เบรกแดนซ์ ตอนนั้นน่ะ บ้านเราบี บอยยังไม่ค่อยเข้ามาเลยนะ สมัยก่อนเรารับวัฒนธรรมดนตรีมาจาก เอ็ม ซี แฮมเมอร์ ไมเคิล แจ็กสัน วานิลลาไอซ์ แล้วย้อนไปนะ สมัยนั้นเพลงแร็ปยังไม่มีการเปิดในผับ ไม่ค่อยเปิดน่ะ 15 ปีที่แล้ว มันไม่ใช่ตอนนี้ที่เพลงแร็ปเป็นเพลงนำ แต่ถ้าตอนนั้น เข้าไปในผับ คุณจะได้ยินเพลงแดนซ์เป็นหลัก คุณจะได้ยิน ดิสโก้ อย่างถ้าคุณอยากจะฟังเพลงแร็ป สมัยก่อน ทองหล่อ คุณจะต้องไป ทอรัส

แล้วเราก็ไปฟังมันติดหู มันโดนใจเว้ย มันชอบ ก็เลยสนใจ ศึกษามัน ก็ไม่ได้ไปเมืองนอกหรอกนะ ก็แค่ไปหาฟังซีดีฟัง ประกอบกับเราได้ทำงานร้านขายซีดีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยตอนนั้น (ทาวเวอร์ เรคคอร์ด) เราก็เลยมีซีดีฟัง ซึ่งร้านนั้นจะอิมพอร์ตแผ่นซีดีจากต่างประเทศอยู่แล้ว เลยขอหัวหน้าแอบแกะฟังก่อน ไอ้ที่มันซีลพลาสติก เราก็เอาคัตเตอร์ไปกรีดมันมาฟังไม่ให้มันเป็นรอยจนสังเกตเห็น เราก็ชอบนะมันมาทางนี้ พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็มีเพื่อน เราก็อัดเล็กๆ ในบ้าน พอได้ 12 เพลงก็ออกอัลบั้ม ทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ แค่จะมีอัลบั้มของตัวเอง ไม่ได้อยากดัง แต่จังหวะมันก็พาไป

อัลบั้ม Hip Hop Above the Law ตามชื่อก็…เหนือกฏหมายน่ะครับ แต่มันก็เป็นจุดเปลี่ยน พอมันเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ค่ายใหญ่ก็เห็นอะไรในตัวเรา เค้าติดต่อมา ก็เลยได้ทำบนดินอีก 3 อัลบั้มกับ จีนี่ เรคคอร์ดส ต้องบอกก่อนว่า เราไม่ได้คิดเลยว่าจะเดินมาไกลถึงขนาดนั้น คืออัลบั้มแรกน่ะ ทำเพลงใต้ดินกับเพื่อน เค้าเรียกว่า โฮม สตูดิโอ คอมพ์ตัวนึง ไมค์ตัวนึง อัด เล็กๆ ในห้องนอน ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องเดินไปไกล มันคิดแบบเด็กเล่นๆ น่ะ

เราก็แค่พนักงานขายเทปเล็กๆ คนนึงที่ ทาวเวอร์ เรคคอร์ด กะว่าจะทำเพลงเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ แต่พอทำอัลบั้มแรกไปมันมีแฟนคลับ ทำชุดสองมันคือจุดเปลี่ยน แฟนคลับเค้าบอกว่า ถ้าจะทำแร็ปใต้ดิน ลองทำแบบดุดัน หยาบคายแบบวงนี้สิ นั่นคือ แร็ปฝรั่งผิวขาววงหนึ่งชื่อ Eminem ก็เลยเป็นที่มาของอัลบั้ม Hip Hop Above the Law ตอนนั้นเราก็ไม่คิดน่ะ ว่ามันจะดังขนาดนั้น แถมมันยังมาโดนจับอีก โห! ความรู้สึกมันมาหลายแบบ หนึ่ง งง สอง กลัว สาม ดีใจก็มี เล็กๆ สี่ ตื่นเต้น มันเป็นความรู้สึกของเด็กวัยรุ่นคนนึงที่มาพร้อมกันหลายอารมณ์

เลยเป็นที่มาให้ค่ายใหญ่เค้าสนใจ ตอนนั้นมันก็งง เด็กอ่ะ ไม่รู้จะทำอะไร แล้วเค้าก็กำชับว่า ถ้าจะทำอีก ห้ามหยาบ มาเซ็นสัญญากันมั้ย มันไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักร้องกระทั่งตอนนั้น ยังไม่ทำเอ็มวี ทำเอง แพกเอง ขายเอง วิ่งไปส่งตามร้านเอง เพราะอยากจะโชว์งานอาร์ตชิ้นนึงของตัวเองแค่นั้น จนมีการเซ็นสัญญา มันก็เริ่มโตแล้ว เข้าใจ เป็นอายุด้วย จากเด็กโชว์อาร์ต กลายเป็นอาชีพแล้ว

ความเจ๊งของดาจิมและยุคสมัยแห่งของเถื่อน

อยู่บนดินจนปลายปี 49 ก็ตัดสินใจกับเพื่อนดีเจ Dig-it-all กับแรงบันดาลใจจากแฟนคลับใต้ดิน มันมีแรงดันให้เรากลับไปทำเพลงแบบสมัยแรกๆ อีกครั้ง เลยออกมาเป็นอัลบั้มชื่อ Independence Day เราก็หวังนะ ว่าลงมาใต้ดินคงจะขายดี เพราะแฟนเพลงเรียกร้อง แต่มันดันกลับตาลปัตร หน้ามือเป็นหลังมือเลย คิดว่าจะขายได้ กลับเจ๊งเละเลย แถม MP3 เกลื่อน มันก็เลยเบื่อๆ ท้อๆ พักนึง แล้วก็จะมาขอทำงานออกสื่อ เพราะมันรู้แล้วไง ไม่ว่าจะอยู่บนดิน ใต้ดิน สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นคือ MP3

ลองคิดดูสิ จะเหนื่อยทำไม กับการเก็บไปทำนานเป็นปี 15 เพลงรวด ปล่อยมาเจ๊ง กับปล่อยทีละซิงเกิลให้ดาวน์โหลดกัน ใช่มั้ย คิดเยอะนะ ผมหงอกขึ้นเต็มเลย ใต้ดินตอนนั้นลงทุนไปเยอะมาก มีถ่ายเอ็มวีด้วยนะ เหมือนเหนื่อยฟรีเลย แล้ว MP3 ยิ้มเลย อยู่ดีๆ มี 15 เพลงให้ขายฟรีๆ

ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป การเสพของคนแต่ละรุ่นก็เปลี่ยนไป อย่างวงการหนังเปลี่ยนไป วงการพระเครื่องก็เปลี่ยนไป วงการรถยนต์ก็เหมือนกัน รถใหม่ก็แห่ไปซื้อ ผับนี้อาร์ซีเอเปิดใหม่ พอผับทองหล่อเปิดใหม่อีก ก็แห่ไปเที่ยวทองหล่อ เหมือนกับเพลง ตอนที่อยู่บนดินจะมีศิลปินที่ขายได้และดังโดดๆ กันมาเลยนะช่วงปี 45 ก็มี ปาล์มมี่ ชุดอยากร้องดังๆ แบงค์ วงแคลช อัลบั้มแรก แล้วก็ ดาจิม แร็พไทย รสนิยมมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ความฝันตอนวัยรุ่น มันก็ยังร้อนอยู่นะ มีไฟ แต่พอทำงานจริงๆ แล้ว เราก็ทำได้อยู่ แต่มันต้องอยู่ในเกม มันคือประสบการณ์ ชุดหลังๆ เราก็จะต้องคิดก่อน ต้องมีเล่ห์เหลี่ยม มีระเบียบความคิดในการคิดเพลงมากขึ้น แล้วที่ออกมานี้ แค่อยากประกาศให้รู้ว่า ผม-ดาจิม ยังทำเพลงอยู่นะ ผมอยากทำเพลงให้คนฟังที่เป็นเด็กฟังได้ด้วย ก็ต้องใช้ภาษาที่มันสุภาพหน่อย สำหรับเรื่องเพลงคงเป็นเรื่องของภาษาในเพลง ใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่ดิบเหมือนเพลงใต้ดิน เพราะแบบนั้นมันออกสื่อไม่ได้ แต่ความจริงแล้วเพลงใต้ดินก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำหยาบนะครับ เราเลือกใส่คำหยาบลงไปในเพลงเพราะทำตามกระแสการเรียกร้องของแฟนเพลงมากกว่า ผมว่าความแตกต่างมันอยู่ที่การได้ออกสื่อมากกว่า ตอนที่อยู่ค่ายใหญ่ก็ได้ออกสื่อมากหน่อย คนรู้จักมากขึ้น แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนก็ใช้ social media กันมากขึ้น ตอนนี้เรียกว่าไม่ต่างกันเท่าไหร่แล้วนะ

 
คำหยาบที่ไม่ 'เป๊ะเว่อร์'

หยาบไม่หยาบแล้วยังไง ที่จริงผมรู้สึกสำนึกเรื่องแบบนี้มันแปลกๆ อยู่นะ คืออย่างมาบอกว่าผมอยู่ใต้ดินแล้วต้องหยาบ ที่จริงอยู่ใต้ดินมันไม่ต้องหยาบก็ได้ อย่างถ้ามันอยู่ๆ เปิดอินโทรมา ด่ากัน ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ แบบ ด่าไปนั่นแหละ กรูอยากจะด่าไม่มีเหตุผล กันอีกอย่างหนึ่ง เอ็มวีของเพลงสุภาพมากเลยนะ เพลงเพราะ แต่มีสาวมาฉีกแข้ง ฉีกขา หรือบอกว่า มามีอะไรกับฉันสิ แต่ฉันรักคุณนะ เฮ้ย! อะไรที่มันหยาบ แล้วถ้ามีเพลงที่แสดงถึงการมีอะไรกันโดยที่ไม่มีคำหยาบคายเลย แต่แค่ฟังก็รู้แล้วว่าไอ้คนร้องเนี่ย มันกำลังจะมีอะไรกับผู้หญิงจริงๆ น่ะ แล้วอะไรคือสิ่งที่บอกว่าหยาบคาย

ที่ดาจิมกลับมาใน 'เป๊ะเว่อร์' แค่อยากจะบอกให้เรารู้ว่ายังทำเพลงอยู่นะ แค่นั้นเอง พอเขียนเพลงเสร็จก็หาห้องอัดเสียง พอดีมาอัดที่ห้องอัดเสียงของ masscotte ก็มีโอกาสเจอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่คุ้นเคยกันมา เลยมีโอกาสได้คุยกัน มันลงตัวตรงที่ masscotte เปิดกว้างให้เราทำงานได้อย่างเต็มที่แล้วก็มั่นใจกับทีมงานที่เคยทำงานด้วยกันมา เราก็ว่ามัน 'ใช่' ว่ะ แล้วก็อยากจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คุณก็ติดตามดูสิ ว่าคราวหน้าผมจะออกมาแนวไหน ผมเตรียมเพลงไว้แล้ว คุณต้องประหลาดใจแน่ เพราะแม้แต่ตัวผมเองยังประหลาดใจเลย



 

เธออย่ามาเป๊ะเว่อร์ เพลงเสียดสียุคสมัย เพลงใหม่ของดาจิม

 

 

เสือกทำไม เพลงเจ้าปัญหา กระตุกหนวดหม๋าต๋า ฮากันทั้งบาง