Marsmag.net

'แก่ ใจดี สปอร์ต กทม' : บุญชัย เบญจรงคกุล

เมื่อหญิงสาวพราวเสน่ห์ผู้มีเอกลักษณ์ด้านเรือนร่างที่กินขาด กับเจ้าสัวเศรษฐีหมื่นล้าน ประกาศว่ากำลังจะเข้าสู่พิธีหมั้นเป็นสามีภรรยา อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่ความเซอร์ไพรส์ที่เฉิดฉายอยู่บนพื้นที่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ

หลังจากมีข่าวคราวรักๆ เลิกๆ มาโดยตลอด โดยไม่รู้ว่า “คนที่ใช่เมื่อไหร่จะมา” มานานพอสมควร สุดท้าย “ตั๊ก-บงกช คงมาลัย” ผู้เพิ่งรับบทบาท “น้าวาด” ในหนัง “เรื่องของจัน ดารา” ก็บอกข่าวเล่าแจ้งผ่านอินสตาแกรมว่า เธอจะเข้าพิธีหมั้นในวันที่ 19 พ.ย.นี้ โดยมีเสี่ยใหญ่วัย 58 ปี เป็นผู้หมั้นหมาย

“บุญชัย เบญจรงคกุล” คือผู้ชายคนนั้น นอกเหนือไปจากเป็นอดีตเจ้าของดีแทคที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี เขาเป็นใครมาจากไหนและทำอะไรอยู่บ้าง ทำไมถึงมาขโมยหัวใจของหญิงสาวที่แสนสวยไปจากฝันของหนุ่มๆ ได้ เราไปดูกัน…

จาก “เด็กถูพื้น” สู่ “เจ้าสัวหมื่นล้าน”

จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ “บุญชัย เบญจรงคกุล” ติดอยู่ในลิสต์มหาเศรษฐีเมืองไทยในอันดับที่ 13 ด้วยจำนวนเงินที่มีถึง 990 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 29,700 ล้านบาท ฉายา “เจ้าสัวหมื่นล้าน” ก็มีที่มาจากความจริงข้อนี้

อย่างไรก็ดี ก่อนที่เราจะรู้จักเขาในแบบที่เป็นอยู่ ย้อนหลังกลับไปหลายสิบปี บุญชัยคือทายาทของ “สุจินต์” (พ่อ) และ “กาญจนา” (แม่) ซึ่งบุพการีทั้งสอง ย่อมมีส่วนอย่างสำคัญในการบ่มเพาะหล่อหลอมให้บุญชัยประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในเวลาต่อมา เพราะทั้งกาญจนาและสุจินต์นั้น ถือเป็นนักธุรกิจที่เก่งทั้งคู่

พ่อของบุญชัย เริ่มต้นเส้นทางเศรษฐีด้วยการเปิดธุรกิจวิทยุสื่อสารโมโตโรล่า โดยมีกองทัพบกเป็นลูกค้ารายสำคัญ โดยรับเหมาทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดของกองทัพอเมริกันในยุคสงครามเวียดนาม สิ่งนี้ส่งผลให้บุญชัยได้คลุกคลีอยู่กับธุรกิจและอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ และเมื่อกระโดดเข้าสู่ธุรกิจสื่อสารด้วยตัวเองในช่วงเติบโต จึงถือว่ามีพื้นฐานเป็นทุนเดิม

ตามคำบอกเล่าของบุญชัย เท้าความไปในวันแห่งความหลัง เขาต้องเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย ในโกดังเก็บอะไหล่ที่อเมริกา เขาคิดถึงวันเหล่านั้นด้วยความขำขันตัวเองที่คิดว่าเป็นลูกเจ้าของธุรกิจ จึงใส่สูทขับรถสปอร์ตเข้าไปทำงาน โดยไม่รู้เลยว่า งานที่พ่อมอบหมายให้ทำนั้น คือ “ถูพื้น”

ปกติ บุญชัยนั้นเป็นคนที่พูดได้ว่า ดื้อต่อความคิด โดยเฉพาะความคิดที่ไม่ใช่ของตัวเอง กระทั่งเขาได้รับบทเรียนจากผู้เป็นพ่อให้ออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองในอพาร์ตเมนต์ ไม่มีรถยุโรปขับ ต้องนั่งรถเมล์ดมควันท่อไอเสีย เพียงแค่ 3 เดือนเขาก็ซาบซึ้งในรสชาติความลำบากและขอกลับมาอยู่บ้าน ความคิดของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปมองเห็นค่าของเงินมากขึ้น

เขาบอกว่า “ผมเป็นคนมีจินตนาการสูง คนที่จินตนาการสูงก็จะเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก”

และอาจเป็นเพราะมีจินตนาการสูงนี่เอง ขณะที่บุญชัยกวาดถูพื้นโกดังอยู่หลายเดือน เขาก็เกิด “วาบความคิด” มองเห็นโอกาสทางธุรกิจอันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต นั่นก็คือ การนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาให้บริการเป็นคนแรกของเมืองไทย

“ผมเป็นคนแรกที่เอาระบบมาเสนอองค์การโทรศัพท์ฯ และองค์การโทรศัพท์ฯ ก็สนใจจะซื้อของผม สมัยก่อนเรียกมือถือรุ่นนี้ว่า “รุ่นกระดูกหมา” ผมเอาเข้ามาก่อนมือถือรุ่นที่ถือกันเป็นกระเป๋าเจมส์ บอนด์ อีก เข้ามาก่อนนานเลย เพราะเราเห็นตั้งแต่ตอนกวาดพื้นที่โมโตโรล่าแล้ว เขากำลังอยู่ในขั้นพัฒนา นึกไว้ว่า ต้องมีสักเครื่องเว้ย ไว้โทร.ในรถ จากจินตนาการที่ว่า วันหนึ่งอยากมีสักเครื่องในรถ”

จากจินตนาการของเขา ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าสัวแห่งวงการสื่อสารที่มีทรัพย์สินในกำมือหลายหมื่นล้าน ก่อนจะเซ้งต่อให้คนอื่น อย่างไรก็ตาม ทรัพย์สินที่สร้างไว้ยังคงไม่หายไปไหน อีกทั้งธุรกิจตัวใหม่ที่เขาหันไปทำ อย่างบริษัทเบญจจินดา รวมถึงทรัพย์สินที่สะสมมาทั้งชีวิต ก็น่าจะเพียงพอต่อการทำให้บุญชัยดำรงอยู่ในโลกนี้ได้แบบไร้กังวล

แก่ ใจดี สปอร์ต ไม่ใช่แค่ กทม.

บุญชัย “ใจดี” ถ้าเป็นไปได้ อยากเปลี่ยนนามสกุลของเสี่ยแบบนี้เสียเลย เพราะสังคมส่วนใหญ่มองว่า บุญชัย ก็เป็นหนึ่งใน “ผู้ใหญ่ใจดี” (น่าตลกที่ภาษาอังกฤษแปลคำนี้อย่างเรียบง่ายว่า Sponsor) ที่สังคมกำลังต้องการ สมญานามนี้มาจากกิจกรรมเพื่อสังคมที่เป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจของเสี่ยบุญชัย หลังจากที่วางมืออำลาวงการชั่วคราวไปเมื่อ 7 ปีก่อน บุญชัย เบญจรงคกุล หันมาทุ่มเทให้กับการทำธุรกิจโทรคมนาคมกับทางดีแทค (Dtac) อีกครั้งอย่างเต็มตัว และทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่าง มูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด ที่เขาก่อตั้งขึ้น โดยจะมีการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนทุกจังหวัด ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จนจบปริญญาตรี

นอกเหนือจากการให้ทุนการศึกษาแล้ว มูลนิธิฯ ยังทำโครงการต่อเนื่อง อย่าง งานเสริมรายได้ ค่ายธรรมะ อาสาพัฒนาบ้านเกิด และค่ายเสริมสร้างศักยภาพความเป็นผู้นำ พาเยาวชนไปทัศนศึกษานอกสถานที่ เป็นต้น เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมให้มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมให้ความช่วยเหลือแก่คนในสังคมได้ต่อไป ตามสโลแกน คือ สร้างให้เยาวชนในโครงการมีคุณธรรม มีจิตใจที่ดีงาม และมีสำนึกรักบ้านเกิด พร้อมที่จะนำความรู้กลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตน ตามแนวพระราชดำรัสปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง”

รักเด็กยังไม่พอ บุญชัย ยังรักศิลปะอีกด้วย เมื่อเสี่ยได้ควักทุนตัวเองสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (Museum of Contemporary Art – MOCA) ที่รวบรวมงานศิลปะจากศิลปินไทยที่เขาสะสมมาทั้งชีวิต นำมาจัดแสดงให้บุคคลทั่วไปได้ชม และได้เห็นพัฒนาการของสังคมไทยผ่านงานศิลปะ และตัวเขาเองยังแสดงฝีมือสะบัดปลายพู่กันวาดภาพเองอีกด้วย

MOCA เกิดจาก “ความหลงใหลในงานศิลปะ” แต่เสี่ยบอกว่าเหตุผลหลักที่แท้จริงนั้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อเชิดชูเกียรติของ “บิดาแห่งศิลปะไทยร่วมสมัย” หรือศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จากคำกล่าว “ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว” ที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี วางรากฐานเพิ่มพูนทักษะทางศิลปะ ผสานความเชื่อ ความศรัทธาแบบดั้งเดิม เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยไว้อย่างลงตัว สะท้อนทั้งความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมและความเป็นอารยะของชนชาติไทย MOCA ตั้งอยู่ที่ถนนวิภาวดี-รังสิต ดูรายละเอียดจากเว็บไซต์ www.mocabangkok.com

แม้ว่าภาพลักษณ์ของ บุญชัย เบญจรงคกุล จะพ่วงมาด้วยคำว่า “ธุรกิจ” แต่แนวคิดของเขาก็ยังอาบด้วยรอยยิ้มของเด็กๆ และคนไทยหลายต่อหลายคนอยู่เสมอ และไม่ใช่ว่ารวยเพียงอย่างเดียวถึงจะทำแบบนี้ได้ จิตใจต้องมาพร้อมด้วย ใครจะเถียงว่า ผมมันคนธรรมดา จะมีปัญญาอะไรไปทำขนาดนั้นได้ ขอแค่เราคิดจะแบ่งปันความสุขให้แก่คนรอบข้างตามกำลังของเราก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าใครจะทำอะไร ขอให้ดูเจตนาที่ปลายทางจะดีที่สุด

เสี่ย “นักรัก” กับแผลรักเหนือกาลเวลา

นอกเหนือจากบทบาทนักธุรกิจที่คนรู้จักกันดีอยู่แล้ว ว่ากันว่า เสี่ยบุญชัยคือคาสโนว่า หรือ “สุภาพบุรุษนักรัก” อีกคนหนึ่ง ด้วยความเป็นคนมากเสน่ห์ ทำให้ที่ผ่านมา เจ้าสัวผู้นี้มีสตรีในชีวิตไปแล้วถึง 5 คน วาสนา, วรรณา, เบญจมาศ, สรารัตน์ หรุ่มเรืองวงศ์ และเบญจา บารมีย์ สองรายหลังนี้เป็นคนที่อยู่ในแวดวงบันเทิง

อย่างไรก็ตาม ขณะที่หลายคนอาจนึกอิจฉาในความฟู่ฟ่าด้านธุรกิจและเงินทองของบุญชัย แต่หลายเสียงก็บอกว่า เสี่ยเป็นชายอาภัพรัก โดยเฉพาะรายหลังสุด อย่าง “เบญจา บารมีย์” นั้น เป็นรักที่ฝากแผลร้าวไว้ในใจของบุญชัยอย่างยากจะประเมิน

เบญจา บารมีย์ หรือคุณแก้ว มีชื่อเดิมว่า เบญจวรรณ ภูษณะพงษ์ เคยเป็นดาราภาพยนตร์ในช่วงปี 2525-2527 ฝากผลงานการแสดงภาพยนตร์เช่นเรื่อง “เปรียว” คู่กับ วิชชุ วัชรพันธ์ (วสุ แสงสิงแก้ว) ปี 2527 และเรื่อง “หัวใจทะลุดิน” แสดงร่วมกับ ทูน หิรัญทรัพย์ เป็นต้น

เมื่อ 16-17 ปีที่แล้ว เจ้าสัวเป็นลูกค้าคนหนึ่งซึ่งมานั่งประจำที่ร้าน Vega หลังสวน และต่อมา “แก้ว” เบญจาได้เปลี่ยนสถานภาพมาเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งของบุญชัย

“ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ เข้าใจทุกคนที่ไปจากผม ต่างคนต่างก็มีเหตุผลของเขา ถามว่าเสียใจไหมแต่ละครั้ง เสียใจ แต่ก็เข้าใจ” เสี่ยบุญชัยพูดถึงคนรักในภาพรวมๆ ก่อนจะเอ่ยถึงรักซึ่งว่ากันว่าเป็นแผลชีวิตหนึ่งแผลของลูกผู้ชายคนนี้

“คุณแก้วน่ะ ผมรักเขาแบบฝากผีฝากไข้เลยนะ ถึงทำบ้านหลังที่อยู่ปัจจุบัน ต้นไม้ทุกต้นเราก็ปลูกด้วยกันในบ้านหลังนี้ เราทำอะไรๆ ด้วยกันหมด ต้นไม้เยอะจนเขาเรียกบ้านต้นไม้ เนื้อที่ 3 ไร่ก็ค่อนข้างใหญ่ แต่…เขาไม่อยู่แล้ว ออกจากบ้านไปเมื่อ 2 เดือนก่อน ทิ้งยายไว้ให้ผมช่วยดูแล ผมก็ยังดูให้อยู่” เจ้าสัวใหญ่เล่าย้อนความหลังและรังรัก

“จะว่าไปส่วนหนึ่งเขาก็เป็นคู่คิดให้ผมด้วย เป็นคู่คิดเป็นคู่ทุกข์คู่ยากเหมือนกับคุณณา (วรรณา-ภรรยาที่หย่าร้างไปเช่นกัน) นั่นแหละ แต่มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมไปอยู่กับดาราคนหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่ผมไม่ได้เจอคุณแก้วเลย แล้ววันหนึ่งผมวกกลับมาที่บ้านหลังเลิกกับดาราคนนั้นไป ก็เป็นช่วงที่กลับมาเจอคุณแก้วอีก เหมือนว่ากลับมาเจอทั้งคุณณาและคุณแก้ว ตอนนั้นผมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าผมจะเอาอย่างไร ก็เลยคบทั้ง 2 คน เจอกันครั้งแรกยังไม่มีอะไรเพียงแต่คุยกันเฉยๆ รู้แต่ว่าเราประทับใจ เขาเป็นคนผมสวย หน้าตาก็สวย ผมชอบศิลปะก็จะเป็นอย่างนี้ ชอบอะไรสวยๆ งามๆ”

ในถ้อยคำ เปี่ยมทั้งความเข้าใจ ทั้งปลดปลง แต่อดีตก็คืออดีต เจ็บปวดและผ่านพ้น สิ่งสำคัญก็คือปัจจุบันและทิศทางข้างหน้าว่าจะอย่างไรต่อไป

“ตอนนี้ก็คิดแต่ว่า เรายังมีอะไรเบื้องหน้าทำก่อน ชีวิตแบบนี้ ผมก็จะอยู่จนกระทั่งหมดเวลาของมัน”

Lung for Tuk รักหวานต่างวัย

ขณะที่รักครั้งเก่าผ่านพ้นไป เหลือเหลือไว้เพียงร่องรอยแห่งรัก ซึ่งก็คือประจักษ์พยานทั้งห้า ได้แก่ทายาท 5 ชีวิต ชาย 2 หญิง 3 เสี่ยบุญชัยก็มีข่าวคราวความรักครั้งใหม่ที่ถือเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เมื่อฝ่ายหญิงสาวผู้เป็นข่าวด้วย ออกมาเปิดเผยถึงความสัมพันธ์และประกาศวันหมั้นเป็นมั่นเหมาะ

หญิงสาวที่ว่า ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นซุป'ตาร์มากเสน่ห์ “ตั๊ก-บงกช คงมาลัย” ซึ่งหนุ่มๆ ทั่วเมืองไทยต่างเฝ้าฝันใฝ่ปอง แน่นอน พอข่าวดังกล่าวออกมา มันก็เป็นความเซอร์ไพรส์ที่หลายคนคงไม่เคยคาดคิดมาก่อน

เล่ากันว่า ความรักและหลงใหลในตัวของตั๊กสำหรับเสี่ยบุญชัยนั้น มีพลังถึงขั้นทำให้เสี่ยใหญ่เกิดแรงบันดาลใจในด้านศิลปะ บุญชัยที่รักในงานศิลปะ ได้วาดภาพหญิงสาวในชุดนุ่งน้อยขึ้นมาหนึ่งภาพ สีแดงที่ละเลงลงไปบนภาพนั้น อาจมีความหมายไม่ต่างไปจากกุหลาบแดงแฝงนัยแห่งความรักลงไปด้วย

อย่างไรก็ดี ณ เวลาที่ข่าวนี้หลุดออกมาจากข้อความบนอินสตาแกรมของฝ่ายหญิงสาวที่บอกกล่าวเรื่องงานหมั้น คนแรกๆ ที่มาเล่าถึงเรื่องรักของตั๊กกับเสี่ยบุญชัย คือ “อ้วน รีเทิร์น” (อนันต์ เสมาทอง) ผู้ที่ตั๊กเคารพรักเหมือนแม่และเป็นรุ่นพี่ที่สนิทสนมกัน อ้วน รีเทิร์น บอกว่า ทั้งสองคนไปพบกันที่พิพิธภัณฑ์ของเสี่ยบุญชัย ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา

“สองคนนี้จะเป็นคนที่ชอบเรื่องธรรมะเหมือนกัน ตั๊กจะนับถือหลวงพ่อสด คุณบุญชัยก็เหมือนกัน ก็ไปด้วยกัน พี่เขาก็ชอบที่ตั๊กเขาเป็นคนที่ทำงานเลี้ยงพ่อแม่เต็มที่ เขาชอบที่ตั๊กเป็นคนทำงานเต็มที่ทุ่มเทกับงานล้านเปอร์เซ็นต์ และเงินทุกบาททุกสตางค์จะไม่ใช้ฟุ่มเฟือย เก็บไว้ให้แม่รักษาตัว

ตั๊กเป็นผู้หญิงที่ดูไม่ยาก ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เป็นคนพูดตรงชัดเจนมาก มันก็คงไปถูกจริตของพี่เขาน่ะนะ คือใครซักคนหนึ่งเนี่ยที่มันตั้งใจทำงานดูแลครอบครัวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นคนไม่พูดจาโกหกคน ก็คงจะเป็นอะไรที่ทำให้เขาถูกใจกัน ถ้าได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของตั๊กจะรู้เลยว่า ไอ้ภาพความแรงในหนังมันคือสัมมาอาชีพของเขา แต่ตั๊กตัวตนจริงๆ ถ้าไม่ได้ทำงานจะไม่แต่งตัวโป๊ จะใส่กางเกงยีนส์ ใส่กระโปรงปิดมิดชิด แต่งตัวธรรมดา ไม่ใช้ของแบรนด์เนมฟุ่มเฟือย นี่คือตัวตนเลย ว่างเมื่อไหร่จะไปนั่งสมาธิกับแม่ตลอด”

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ถ้อยคำจากปากของแม่ ตั๊ก-บงกช ก็ปรากฏบนพื้นที่สื่อ บอกกล่าวเล่าแจ้งถึงที่มาที่ไปแห่งรักต่างวัยครั้งนี้

“คุณบุญชัยมาที่บ้านหลายครั้งแล้ว แต่มาหลังสุดนี่มาคนเดียวและก็มาขอเลย เขาเป็นคนดีมาก ตั๊กไปถ่ายหนังดิฉันไม่สบายเขาก็มารับดิฉันพาไปหาหมอ คุณบุญชัยพาไปหาหมอด้วยกันสองคน พาไปหาหมอตาและสุขภาพ และก็ไปนั่งรอด้วย จริงๆ แล้วคนระดับเขาต้องเอาดิฉันไปวางแล้วเขาก็กลับมาได้ แต่นี่เขาต้องถามหมอว่าคุณแม่เป็นยังไง คือ เขาเป็นคนแมนและน่ารักมาก”

อาจจะมีคำค่อนแคะกระแหนะกระแหนว่ารักนี้จะไปได้สักกี่น้ำ แต่นั่นไม่สำคัญเลย เมื่อเทียบกับว่า ความรักได้บังเกิดขึ้นแล้ว และวันที่ 19 พ.ย.ที่จะถึงนี้ ก็จะเป็นฤกษ์ดีที่ทั้งสองตกลงหมั้นหมายกันอย่างเป็นทางการ เชื่อแน่ว่า ภาพบรรยากาศภายในงาน คงทำให้ฤดูหนาวที่กำลังจะมา อวลกลิ่นหอมหวานกำจาย อย่างน้อยๆ ก็ในดวงใจของคนทั้งสอง

ข้อมูลบางส่วน : นิตยสาร Who? และ Hello
ภาพประกอบ : อินเทอร์เน็ต