Marsmag.net

เมื่อ เด็กเกรียน ท้าชน เดอะ ฮอบบิท

ขณะที่ เดอะ ฮอบบิท หนังแอดเวนเจอร์ฟอร์มยักษ์ของยักษ์ใหญ่แห่งวงการหนังอย่างปีเตอร์ แจ็คสัน กำลังออกไล่ล่าแบบกินรวบโรงหนังทุกโรง จนแทบไม่มีที่ว่างหลงเหลือนั้น ในซอกมุมเล็กๆ ก็มีหนังฟอร์มเล็กๆ แซมแทรกเข้าฉายในสัปดาห์นี้ด้วยเช่นกัน

แน่นอนครับ เรากำลังพูดถึงหนังไทยหัวใจพุทธ อย่าง “นมัสเต อินเดีย ส่งเกรียนไปเรียนพุทธ” หนังแนวโร้ดมูฟวื่ที่ว่าด้วยการเดินทางออกไปยังสังเวชนียสถานสี่แห่งที่ประเทศอินเดีย โดยมีการเรียนรู้เติบโตเป็นปลายทางที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ กับตัวละคร ตามสไตล์ของหนังแนวนี้

นมัสเต อินเดียฯ กำกับโดยผู้กำกับที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นนาม “กัณฑ์ปวิตร ภูวดลวิศิษฏ์” รวมไปถึงนักแสดงหน้าใหม่ด้วยกันทั้งหมด กัณฑ์ปวิตร หรือ “โน้ต” จบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้านสื่อสารมวล วิทยุโทรทัศน์ จากนั้นเข้า ปริญญาโทด้านภาพยนตร์ที่จุฬาฯ ขณะเดียวกันก็เข้าอบรมการทำหนังบ้าง เช่นที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ปูซาน ตอนปี 2005 ประสบการณ์ทำงาน ก็มีตั้งแต่ถ่ายพรีเซ็นท์เทชั่น, งานแต่ง, MV รายการทีวี

เรียกว่าไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับหนังสักเท่าไหร่ แล้วเหตุผลกลใด เขาจึงเข้ามาคลุกวงใน ถ่ายทำหนังที่ดูเหมือนจะ “ขายยาก” เรื่องนี้ แถมเข้าฉายชนกับหนังพี่เบิ้มอย่างเดอะฮอบบิทซะด้วยอีก…

ก่อนอื่นเลย คุณรู้สึกหรือเปล่าครับว่า เดอะฮอบบิทนั้น ใจถึงมากที่กล้าเข้าฉายชนกับหนังของคุณเรื่องนี้?
ต้องบอกว่าไม่เจียมครับ โปรดักชั่นมันคนละระดับ ของเขาทีมงานเป็นพันคน จะมาสู้อะไรกับหนังที่มีทีมงานแค่ 5 คน สถานการณ์มันก็จะคล้ายๆ กับที่ตอนเอานมัสเตอินเดียฯ ไปฉายรอบพิเศษที่เชียงใหม่น่ะครับ ตอนนั้นก็ชนกับทไวไลท์ ต้องบอกเลยว่าคนเต็มโรงครับ 555

คนดูนมัสเตอินเดียฯ เต็มโรงเลย?
ทไวไลท์ครับ (ฮา) พูดเล่นพอขำๆ นะครับ ปรับโหมดจริงจัง ตอนฉายที่เชียงใหม่ก็ลุ้นกันตัวโก่งเหมือนกัน แต่สุดท้ายคนก็เยอะดีครับ ส่วนตอนนี้ที่จะฉายจริงก็รู้สึกเฉยๆ นะครับที่ต้องชนกับ เดอะ ฮอบบิท

ทำไมถึงมาสนใจที่จะทำหนังซึ่งดูแล้วมีแนวโน้มที่จะขายยากแน่ๆ เรื่องนี้?
คือสนใจพุทธศาสนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วน่ะครับ แล้วพอได้ศึกษาเพิ่มเติมก็รู้สึกว่า มันเป็นประเด็นที่สำคัญมากๆ กับคนเรา แล้วก็ไม่เห็นมีใครทำ คือหยิบเอาแก่นของพุทธขึ้นมานำเสนอนะครับ เลยตั้งใจว่าอยากจะมีส่วนช่วยเผยแพร่พุทธศาสนาด้วยการทำหนัง ส่วนเรื่องขายยากขายง่ายนี้ ตอนแรกไม่มีในหัวเลย

พอได้ยินคำว่า “ศาสนา” ดูเหมือนว่าความสนุกจะลดลงไปทันที คุณคิดอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะอะไรครับ?
เท่าที่ผมพอจะคิดได้นะครับ คือเรานับถือศาสนาพุทธโดยอยู่บนฐานของความเชื่อมากเกินไปแทนที่จะใช้ปัญญา ทีนี้พอมันเป็นความเชื่อแล้วการตั้งคำถามมันจะดูกลายเป็นการลบหลู่ ประกอบกับระบอบการศึกษาไทยมันเน้นท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองอยู่แล้ว การเข้าหาศาสนาพุทธมันเลยกลายเป็นเรื่องไม่สนุก เพราะคนฟังก็ฟังอย่างเดียว มันไม่อินไม่มีสวนร่วมคนก็เบื่อ ยิ่งศาสนาพุทธมันเป็นเรื่องของจิตใจที่นามธรรมมากด้วยแล้ว

ศิลปินบางคนบอกว่า บทเพลงคือศาสนาของเขา บ้างก็ว่าบทกวีคือศาสนาของเขา แล้วอะไรคือศาสนาของคุณครับ การทำหนังคือศาสนาของคุณด้วยหรือเปล่า?
ผมคิดว่าศาสนาคือหลักการดำรงชีวิต ถ้าจะบอกว่าการทำหนังเป็นศาสนาสำหรบผมก็น่าจะได้นะครับ แต่เราต้องมองศาสนาในแง่มุมนี้นะครับ มากกว่าที่จะมองเพียงว่าเป็นลัทธิหรืออะไรบางอย่างที่เน้นแต่ความศรัทธา

เห็นพูดกันบ่อยว่า เด็ก “เกรียน” คุณมีนิยามความเกรียนในแบบของคุณอย่างไรบ้างครับ? ทำไมส่วนใหญ่ความหมายมันออกไปในเชิงลบ?
คำว่าเกรียน ผมว่ามันกว้างเหมือนกันนะ เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้ในเชิงลบอ่อนๆ ไปจนลบแบบเข้มข้น คำว่าเกรียนสำหรับผมแล้วคิดว่ามันคือการแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่บ่งบอกวิธีการคิดที่ตั้งตนเป็นใหญ่ในสากลจักรวาล ตัวเองเป็นพระอาทิตย์แล้วคนอื่นๆ รอบตัวเราเป็นดาวเคราะห์ที่ต้องหมุนรอบตัวเรา พูดง่ายๆ ก็คือเอาแต่ใจตัวเอง ซึ่งคิดว่าก็เป็นกันทุกคนนั้นแหละ

แต่ถ้าเมื่อถึงวันหนึ่ง เราโตขึ้น อะไรต่างๆ ก็จะช่วยขัดเกลาให้เราเข้าใจอะไรๆ ได้ดีขึ้น ความเกรียนก็จะลดลงเพื่อปรับตัวเองให้สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ แต่ทีนี้ การแสดงออกความเกรียนเดี๋ยวนี้มันอาจจะมากกว่าแต่ก่อนด้วยความที่โลกมันถูกย่อให้อยู่แค่ในจอคอมพิวเตอร์ เราสามารถแสดงอัตตาได้อย่างเสรี พอมันเสรีเข้ามากๆ ก็คิดว่าคงติดมาจากเวลาอยู่หน้าจอสู่ชีวิตจริง