Marsmag.net

โลกสวยๆ สไตล์ลิปตา


ถ้าวัดจากจำนวนไลค์ในเฟซบุ๊ก “ลิปตา” น่าจะติดอันดับต้นๆ ในการเป็นวงดนตรีที่ฮอตที่สุดวงหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะโพสต์อะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำคมและเรื่องราวหลากหลายที่พวกเขาได้พบเจอแล้วนำมาแบ่งปัน จำนวนไลค์ในระดับพัน ถือว่าน้อยไป เพราะสำหรับพวกเขา ต้องใช้คำว่า “หนุ่มหมื่นไลค์” ขึ้นไป จึงจะเหมาะ

ลิปตา ก่อร่างสร้างตัวบนเส้นทางสายดนตรีมาร่วมทศวรรษ และยืนหยัดตัวเองอยู่ได้ ในฐานะศิลปินที่ถือว่าเป็น “ตัวจริงเสียงจริง” วงหนึ่ง ลิปตาประกอบไปด้วยสองหนุ่ม “แทน” กับ “คัตโตะ” สัญลักษณ์ของพวกเขาที่ถูกสื่อผ่านทั้งเพลงและถ้อยคำบนโลกโซเชียลมีเดีย คือการเป็นคนอารมณ์ดี และที่สำคัญ มองโลกในแง่ดี คิดบวก กระทั่งนำไปสู่การกระแหนะกระแหนว่าเป็นพวกโลกสวย คนที่เดินเข้าไปในโลกของลิปตา จะต้องทำตัวเองให้รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังเดินอยู่ริมหาดทรายสีขาว หรือทุ่งกว้างดอกไม้บานละลานตา เพราะถ้าไม่อย่างนั้น จะไม่อิน

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ลิปตาก็คือลิปตา ไม่เหมือนใครมีและไม่มีใครเหมือน พวกเขายังคงมุ่งมั่นบนเส้นทางของตัวเอง เขียนเพลง ร้องเพลง ขับกล่อมหัวใจของผู้คน ยามบ่ายของวันศุกร์ ก่อนคอนเสิร์ตขายบัตรครั้งแรกของสองหนุ่มจะเปิดการแสดง เราไปเยือนพวกเขาถึงห้องซ้อม แม้จะเพิ่งผ่านชั่วโมงของการทำงานมาพักใหญ่ สองหนุ่มยังคงดูร่าเริงแจ่มใส และเปี่ยมล้นพลังในการตอบโต้สนทนากับเรา เราถาม เขาตอบ เขาตอบ เราถาม ดูเป็นบรรยากาศที่รื่นรมย์เบิกบานยิ่ง…
อยู่บนเส้นทางสายนี้มา 7-8 ปี คิดว่าอะไรที่ทำให้ลิปตายืนระยะมาได้จนถึงปัจจุบัน?
แทน : เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำครับ ความกระตือรือร้น มีไฟ มีความอยากทำ ความบ้า ถึงแม้เราจะเก่งไม่เก่ง แต่เชื่อว่าถ้ามีไฟทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ เราทำงานตรงนี้มา 7-8 ปี แล้วเราก็อยากทำต่อไปอีก ต้องทำให้เหมือนวันแรกที่อยากทำเพลง ลองทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มเติมเรื่อยๆ
คัตโตะ : มีคำพูดคำหนึ่งบอกไว้ว่า คนเรา ถ้ายังไม่สำเร็จ แสดงว่าเรายังไม่รักมันมากพอแค่นั้น

ในกระบวนการทำงาน ลิปตาทำทุกอย่างเองหมดเลยใช่ไหม?
คัตโตะ : ทำเองทุกอย่างครับ เพราะไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเราเอง แต่ก่อนเคยให้คนอื่นคิดให้ แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ ความจริงมันเริ่มมาจากทำกันเองตั้งแต่ครั้งแรก ตอนแรก ผมจะไม่ค่อยได้เขียนเพลง แต่พี่บอย (บอย โกสิยพงษ์) บอกว่า วันหนึ่ง เราก็ต้องเขียนเพราะมันเป็นงานของเรา เราจะเข้าใจว่าเราอยากร้องอะไร ก็เลยรู้สึกว่าได้ทำสิ่งที่เป็นเรื่องราวและความรู้สึกของเราแล้ว แต่ก่อนเรื่องราวจะเป็นของแทนซะมากกว่า พอเราได้เขียนเพลงของเรา อะไรที่เราชอบ เราก็ใส่ลงไปได้ ผมไม่เคยเจอใครที่ทำงานให้เราดีเท่าตัวเรา

ผมไม่ได้มองว่าตัวเองทำงานเก่งนะ แต่คนที่เขามาทำงานให้เรา เขาไม่ได้รักงานเราเท่ากับตัวเราเอง ผมเชื่อว่าคนเก่งมากๆ เลยนะมาทำงานให้เรา เขาก็จะทำเท่าที่เขาทำได้ ช่วยเท่าที่เขาช่วยได้ ดีที่สุดคือเราต้องพึ่งพาตัวเอง ไม่ใช่มานั่งรอว่าใครจะมาทำโน่นทำนี่ให้เรา ใครจะมาคิดให้เรา หลายครั้งที่ทำงานพอคิดไม่ออกก็ต้องอยู่อย่างนั้น ปล่อยมันไป 3 วัน 4 วัน วันที่ 5 มันก็ต้องข้ามไปได้ ผมเชื่อว่าชีวิตไม่มีทางตันมันต้องมีทางออก อยู่ที่ว่ามันจะช้าหรือเร็ว แต่ถ้ารอพึ่งคนอื่น ก็ต้องพึ่งตลอดไป
คิดว่าตอนนี้ ลิปตาอยู่ในจุดไหนของการทำงาน ประสบความสำเร็จแล้วหรือไม่?
คัตโตะ : ผมว่าเราไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย เพราะถ้าเทียบว่าผมเข้าไปทำงานในบริษัทอะไรสักแห่ง เป็นพนักงานแบงก์ เป็นธุรการการเงิน ก็มีความสุขแบบนั้นเหมือนกัน ผมว่างานตรงนี้มีจุดแข็งคือ มันเป็นงานที่อยู่ท่ามกลางผู้คน ดังนั้น เราควรจะทำอะไรสะท้อนส่วนที่ดีให้กับสังคม เป็นตัวอย่าง เป็นแม่แบบของคนจำนวนมาก เป็นแรงบันดาลใจในสิ่งที่ถูกต้อง ตอนนี้เราแค่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำแค่นั้นเอง ยังมีอีกเยอะมากที่ยังไม่ได้ทำ มันแค่จุดแรกคือได้ร้องเพลง ได้ทำเพลงแล้วมีคนฟัง ได้ประกอบอาชีพนี้ มันพอแล้วสำหรับผม การได้ทำงานที่ดีและมีคุณค่า ทำงานที่มันสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลัง มันเป็นเป้าหมายที่ยากมาก

ฝันไว้ใหญ่เหมือนกันนะ?
คัตโตะ : คงไม่ถึงเป็นระดับชาติขนาดนั้นครับ แค่งานที่มีคุณค่าสำหรับคนบางกลุ่ม เหมือนจดหมายฉบับหนึ่ง หนังสือเล่มหนึ่งที่มีคุณค่า เป็นอะไรที่ทิ้งไว้กับคนกลุ่มเล็กๆ แฟนเพลงของเรา

ถ้าวันหนึ่ง จดหมายของลิปตาที่ทิ้งไว้จะกลายเป็นตำนาน?
คัตโตะ : ผมว่าทุกอย่างเป็นตำนานนะ อยู่ที่ว่าเราจะเป็นตำนานใหญ่หรือตำนานเล็ก ตำนานเราคงไม่ใหญ่หรอก แต่เป็นตำนานที่เราชอบดีกว่า แล้วคนที่เขาเข้ามาอ่านตำนานเล็กๆ ฉบับนี้ก็เป็นคนที่เขาชอบ แบบนี้ดีกว่า
รู้สึกยังไงกับ like ในเฟซบุ๊กจากแฟนเพจที่ like เป็นหมื่นๆ มันมีความหมายต่อการคิดในแต่ละประโยคของเราหรือเปล่า?
คัตโตะ : ไม่ได้คิดอะไรเลยครับ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรเลย คือเราทำเพราะเราชอบ ถ้าคนอื่นชอบด้วยมันก็ดี ก็อยากทำต่อ แต่ถ้าถามว่ามันสำคัญมั้ย มันไม่สำคัญเท่ากับการที่เราได้คิดต่อ ทุกวันนี้ เราได้ร้องเพลงอยู่ก็มีความสุขแล้ว

แต่ละประโยคแต่ละคำในเฟซบุ๊ก หาแรงบันดาลใจมาจากไหน?
คัตโตะ : ผมว่าคนเราทุกคนเป็นเหมือนกันหมด เรามีเรื่องดี เรื่องไม่ดี ในแต่ละวันเหมือนๆ กัน เรามีช่วงที่เราต้องข้ามผ่าน ช่วงที่เรายินดีกันทุกคน แค่ว่าบางคนอาจไม่ได้จดบันทึกหรือเขียนมันลงไปเท่านั้นเอง ผมเป็นคนหนึ่งที่จดบันทึกได้ดีแค่นั้นเอง พอเราแชร์อารมณ์นั้นออกไป มันก็ไปตรงกับเขา (คนอ่าน) เท่านั้นเอง ในเฟซบุ๊กก็เหมือนกับการแชร์อารมณ์ร่วมกับคนส่วนใหญ่ เป็นประสบการณ์ร่วม เหมือนเวลาที่เรามีเรื่องอยากระบายแล้วเรื่องที่เราระบายออกไป มันไปตรงกับคนที่เขาอยู่ในอีกมุมหนึ่งของโลก บางคนอาจจะอยู่ไกลจากเมืองไทย ไกลจากเพื่อนของเขา หรือบางอย่างที่คนเราทำผิดพลาด เขาอาจทำผิดพลาดในเรื่องของเขา ลิปตาเองก็ผิดพลาด คนเราผิดพลาดกันได้ทุกคน จะบอกว่าทุกคนก็มีช็อตที่เหมือนกัน มีล้มแล้วก็มีลุกขึ้นมาได้ เห็นใจกันก็กลายเป็นเพื่อนกัน

แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเฟซบุ๊ก ลิปตาได้หยิบมาเขียนเป็นเพลงบ้างไหม?
แทน : ผมว่ามันมีประโยชน์มากนะ อย่างเพลง “แค่รู้ว่ารัก” มันก็เกิดมาจากการเขียนแบบนี้แหละ มันเหมือนเป็นโพล ทุกโพสต์ที่คัตโตะเขียนไปแล้วคนรู้สึกแบบนี้เยอะก็เอามาเขียน เราเข้าใจคนฟังมากขึ้น
คัตโตะ : สมัยก่อนเราทำงาน เรามองแต่ตัวเองว่าตัวเองอยากทำอะไร ปัจจุบัน เราจะมองว่าคนฟังอยากได้อะไรจากเรา และเราทำอะไรได้บ้าง เหมือนจูนกันครับ เราทำเรื่องนี้แล้วเขาหันมามอง เราก็จะได้ทำเรื่องที่เราชอบ แล้วเขาก็ชอบด้วย

จากโพสต์ต่างๆ ในเฟซบุ๊ก ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งที่มีคนชอบมาก ก็ต้องมีคนที่ไม่ชอบด้วย รู้สึกยังไงบ้าง?
คัตโตะ : คนเราทำอะไรบนโลกใบนี้นะไม่มีคนชอบไปหมด ต่อให้เป็นคนที่คนชอบทั้งประเทศก็มีคนเกลียดอยู่ดี เพราะฉะนั้น ถามว่าเราได้ไประรานใครรึเปล่า เราได้ไปทำร้ายใครมั้ย ถ้าเราไปโพสในเฟซบุ๊กคนอื่นก็ว่าไปอย่าง แต่เราก็โพสต์ในเฟซบุ๊กเรา ถ้าถามว่ามายด์มั้ย มันก็ไม่ใช่ไม่มายด์หรอก เราก็ต้องฟังเสียงคนอื่นด้วย ฟังว่าเขาไม่เห็นด้วยยังไง และเราจะแก้ไขอะไรได้บ้าง
แล้วที่ผ่านมา คิดว่าลิปตาต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือเปล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้?
คัตโตะ : ก็เรื่องความถี่ในการโพสต์เฟซบุ๊ก แต่ถ้าใครที่เป็นแฟนเรา ก็จะรู้ว่าเราไม่ได้โพสต์ถี่ขนาดนั้น ซึ่งปัญหาพวกนี้มันเกิดจากที่ช่วงหนึ่งเฟซบุ๊กมีนโยบายของเขาเองว่าถ้าใครไปกดไลค์มันก็จะโผล่ขึ้นมาที่หน้าวอลล์ ซึ่งคนก็ไปย้อนกดของพวกเราหมดเลย บางอันมันโพสต์ไว้เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว มันก็เลยขึ้นมาเต็มไปหมด “ผมคิดว่าการสร้างงานสำคัญมากคือเราต้องดูว่าเราทำให้คนแค่ไหนมีความสุข มันไม่มีทางที่จะทำให้ทุกคนมีความสุขไปหมด ต้องมองว่าคน 99.99 เปอร์เซ็นต์มีความสุข แต่คนอีก 00.01 เปอร์เซ็นต์ไม่มีความสุข เราต้องเลือกฝั่งไหนรึเปล่าที่ทำให้เขามีความสุข”

นิยามความสุขในแบบของลิปตาเป็นอย่างไร?
แทน : ผมว่าความสุขมันเริ่มมาจากการได้ทำงาน มันมาเป็นสเต็ปๆ ไป ครั้งแรกเริ่มจากการได้ทำงานได้เจอกัน เราจูนกันติดทั้งๆ ที่เราไม่ได้รู้จักกันมาก่อน เจอกันครั้งสองครั้งแล้วทำงานร่วมกันเลย ความสุขต่อมาคือ Fat radio แล้วขึ้นอันดับ 2 ทั้งๆ ที่ไม่มีค่าย เป็นศิลปินที่ไม่มีใครรู้จักเลย เพลงนั้นชื่อว่าเพลง “กอดตัวเอง” เพราะเพลงนั้นมีชื่อพี่บอย โกสิยพงษ์ อยู่ในเพลง “อยากมีคนรักที่มั่นคง มาฟังเพลงรักด้วยกันของพี่บอย โกสิยพงษ์” ตอนนั้นไปอยู่อเมริกาครับ หนาวๆ เหงาๆ ก็เลยเขียนเพลงขึ้นมา ใส่ชื่อพี่บอยลงไป
ตอนนั้นฟังเพลงฝรั่งเยอะแล้วฝรั่งเขาชอบอ้างอิงถึงศิลปินเก่าๆ ในเพลง จะมีชื่อศิลปินที่เขาชื่นชอบอยู่ในเพลง เราก็คิดว่าทำไมเพลงไทยไม่มีใครทำ ตอนนั้นชอบพี่บอยก็เลยเขียนขึ้นมา พอไปเปิดก็ขึ้นอันดับสอง พี่บอยก็ตามหาว่าใครเป็นคนเขียนชื่อเขาในเพลง พี่เขาได้ฟังก็ชอบ ความสุขต่อมาก็ได้เป็นศิลปินของ Love is ซึ่งเป็นศิลปินเบอร์แรก สเต็ปต่อไปก็คือ การออกอัลบั้ม เพลงเรามีคนชอบ ความสุขตอนนี้คือการที่เรายังมีงานเรื่อยๆ เล่นคอนเสิร์ตแล้วยังอยากมีคนดู แต่ก่อนเล่นตามผับไม่มีใครอยากดู ความสุขต่อไปคือ ทำเพลงที่ตัวเองชอบ

คัตโตะ : ความสุขของผมคือ ผมไม่เคยคิดแข่งกับใครเลย คือเรามีความสุขของเราทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว คิดอย่างเดียวว่าทุกวันนี้มีความสุขรึเปล่า ได้ทำในสิ่งที่อยากทำก็พอแล้ว ผมไม่สนว่าผมจะขายซีดีได้เท่าไหร่ แล้วซูเปอร์สตาร์ในอเมริกาจะขายได้เท่าไหร่ ผมไม่ได้สนว่าใครมีเงินมากกว่าผม ใครมีเงินน้อยกว่าผม ผมไม่ได้เปรียบเทียบอะไร เพราะเปรียบเทียบเมื่อไหร่ ผมก็ทุกข์ ผมคิดแค่ว่า ตอนนี้ผมมีความสุขมั้ย ผมอยากทำอะไรก็ทำ ไม่อยากทำอะไรก็ไม่ทำ

ต่อให้วันนี้ผมเป็นคนปั้นดินน้ำมัน มีเงินพออยู่พอกิน แต่มันโคตรมีความสุขกับการปั้นดินน้ำมัน ผมก็ปั้นดินน้ำมัน แค่นี้มันก็พอแล้วสำหรับผม ถ้าเรามัวแต่คิดว่าเราทำได้ 1 ตัว คนอื่นทำได้ 10 ตัว แล้วเราจะมีความสุขมั้ย แล้วถ้าเราทำ 1 ตัว มันมีความสุขมั้ย กลับมามองว่าเราชอบอะไรในสิ่งที่ตัวเราทำมั้ย ถ้าวันนี้ชอบแล้ว มองย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปี 10 ปีที่แล้วไม่ชอบตัวเองเลย แต่ตอนนี้ชอบมากพอใจมาก ผมว่าอันนี้เรามาถูกทางแล้ว แล้วทุกอาชีพก็เหมือนกัน เลิกเปรียบเทียบได้แล้วว่าเรามีอะไรบ้าง คนอื่นมีอะไร อยู่ในแบบที่ตัวเองเป็น ทำอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไป
ดูคัตโตะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากๆ คิดยังไงกับคนที่มองโลกในแง่ลบ?
คัตโตะ : ผมไม่ยุ่งกับเขานะ พวกมองโลกในแง่ลบ เขาก็มีชีวิตที่ดีของเขา ปลอดภัยจากคนที่มาเอาเปรียบเขา เขาจะเก็บตัว “ความรักกับความเกลียดมันเหมือนกันอย่างหนึ่ง มันจะให้ผลกับคนที่ถือมากกว่าคนที่ส่ง” คือ ถ้าเราเกลียดใครมาก เราจะได้รับผลจากความเกลียดมากกว่า แต่เวลาที่เราตกหลุมรักใคร เขาไม่รู้ด้วยหรอก แต่เราโคตรมีความสุขเลย เพราะฉะนั้น ก็เลือกเอาว่าจะถือความรักหรือความเกลียด ตัวเราเองอยากได้อะไรก็ปลูกต้นนั้น แล้วเวลาเราไปเจอพวกดาร์กๆ เจอคนเลว คนพาล ก็อย่าไปยุ่ง ปล่อยให้เขาไปเจอพวกคนเลวด้วยกัน ให้เขาต่อกรกันเอง เราก็อยู่ในโซนของเราที่มีแต่ความสุข เราไม่ได้วิ่งหนีคนพวกนี้ เราแค่อยู่เฉยๆ ถ้าเราวิ่ง เราก็เหนื่อย แค่เราทำเป็นไม่เห็น คนที่คิดแบบนี้ คือคนที่อยู่กับความทุกข์ของตัวเอง กว่าเราจะผ่านตรงนี้มาได้เราก็คิดมาเยอะเหมือนกันว่าจะทำยังไงให้ตัวเรามีความสุข เข้าใจเขาครับ

ขอบคุณภาพ : เนสท์เล่ ฟิตเนสส์ ฟิต อิน เชพ คอนเสิร์ต และเฟซบุ๊ก Lipta