Marsmag.net

พ่อ-ดารา-ทหาร เปิดใจผู้พันเบิร์ด สุภาพบุรุษสามบทบาท

“มีเหนื่อยนะครับ แต่เราไม่เคยท้อเลย เพราะผมคิดว่าสิ่งที่เราทำ เราก็ได้ทำเต็มที่ ไม่เคยท้อถอย แต่ก็มีเหนื่อยบ้าง”

แม้จะบอกว่าเหนื่อย แต่ทว่าน้ำเสียงนั้นหนักแน่น สมกับชายชาติทหาร แน่นอนว่าคนไทยรู้จักเขาในฐานะผู้สวมบทบาท “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ในหนังฟอร์มใหญ่ซึ่งกำกับโดยท่านมุ้ย-ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล

พันโทวันชนะ สวัสดี หรือที่ใครต่อใครเรียกขานว่า “ผู้พันเบิร์ด” เปิดใจให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบทบาทสามแบบที่เขาแบกรับ ท่ามกลางเสียงปี่กลองของศึกในสมรภูมิสุดท้าย กับ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ภาค “ยุทธหัตถี” ที่กำลังจะลงโรงฉายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า…

“เป็นทหาร ไม่ยากสำหรับผม”

ถึงแม้เราจะคุ้นหน้าคุ้นตาเขาในบทบาทของการแสดงเป็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในมหากาพย์ภาพยนตร์แห่งสยามประเทศ แต่ทว่าต้นทางจริงๆ ที่นำพาผู้ชายคนนี้มาสู่เวทีแห่งการแสดงก็คือ การเป็นทหาร…

“ตอนนี้ผมเป็นผู้บังคับกองพันนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก” ครับ” ผู้พันเบิร์ด บอกเล่าด้วยน้ำเสียงสุขุมนุ่มโสต

“มีหน้าที่ในการปลูกฝังอุดมการณ์ให้กับนักเรียนนายร้อยที่จะจบไปเป็นนายทหารในอนาคต มีหน้าที่ที่จะนำประสบการณ์จากการทำงานทั้งหมดของผม ไม่ว่าจะประสบการณ์จากงานบันเทิง จากปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชน การทำงานให้กับกองทัพบกของภารกิจต่างๆ ที่ตอบสนองให้กับประเทศชาติในการปราบปรามยาเสพติด ต่อต้านการก่อการร้ายข้ามชาติ ต่อสู้ภัยพิบัติอันเนื่องมาจากธรรมชาติ ฯลฯ เอาประสบการณ์เหล่านี้ไปสอนให้น้องๆ นักเรียนนายร้อยเรียนจบออกมาเป็นนายทหารที่มีคุณภาพ”

ประโยคถัดมาของผู้พันเบิร์ด ทำให้เรารู้สึกยิ้มออกมาอย่างเก็บไว้ไม่ได้ เมื่อเขาเล่าถึงเส้นทางชีวิตของการแรกเริ่มเป็นทหาร ซึ่งไม่ได้มีความรู้พื้นฐานอะไรเกี่ยวกับอาชีพนี้มาก่อนเลย

“ตอนนั้น พ่อของผมท่านอยากให้ผมลองมาสอบโรงเรียนเตรียมทหารดู ผมก็มาสอบโดยที่ยังไม่รู้ว่าทหารทำงานอะไรยังไง โรงเรียนนายร้อยผมยังไม่รู้จักเลย ตอนสอบก็ไม่รู้ว่าโรงเรียนนายร้อยอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าโรงเรียนเตรียมทหารอยู่ที่ไหน แต่สุดท้าย เราก็ได้เข้ามาอยู่ในโรงเรียนทหารและเป็นทหาร ก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร ยอมรับในสิ่งที่มันเป็น และรู้สึกมีความสุขกับอาชีพนี้

“เป็นทหารไม่ยากสำหรับผม เพราะว่าเราทำด้วยความรู้สึกของเรา เราชอบและรักอาชีพนี้ จริงๆ ก่อนเป็นทหาร คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรมาก่อนเลย เพราะถ้ารู้สึกมาก่อน มันจะเกิดความคาดหวังว่ามันต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ว่าพอมาเจอประสบการณ์จริงแล้ว ถ้ามันไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้ คนที่รับไม่ได้ก็อาจจะรู้สึกผิดหวังไป แต่สำหรับผม ผมมาด้วยความรู้สึกอยากรู้ว่าการเป็นทหารเป็นอย่างไร”

เมื่อถามถึงบทบาทในฐานะทหาร ผู้พันเบิร์ดไม่ลังเลเลยที่จะตอบ เพราะดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะสิงอยู่ในสายเลือดและลมหายใจของเขาโดยไม่จำเป็นต้องนึกอะไรนาน

“เราต้องเป็นทหารที่มีอุดมการณ์ของทหาร การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเสียสละ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษของชาติ เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อความสุขส่วนรวม เราต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง รู้จักหน้าที่ ผมคิดว่าพื้นฐานของการเป็นทหารที่ดี ก็คงไม่แตกต่างกันมากกับการเป็นพลเมืองที่ดี แต่สิ่งสำคัญก็คือ คุณจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรของคุณที่คุณทำงานอยู่”

“ทุกวันนี้ ทุกคนแสดงหมด”

ตลอดระยะเวลากว่าสิบปีบนวิถีการแสดง นับตั้งแต่ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาคแรกเริ่มถ่ายทำ ผู้พันเบิร์ดได้รับการขนานนามว่าเป็นศิษย์เอกอีกคนของท่านมุ้ย ต่อจาก สรพงศ์ ชาตรี และนก ฉัตรชัย

“ถือว่าได้รับเกียรติจริงๆ ครับ” ผู้พันแย้มยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก “มีคนเคยพูดครับว่าพี่เอก-สรพงศ์ พี่นก-ฉัตรชัย แล้วก็มาผู้พันเบิร์ดถือว่าเป็นศิษย์ของท่านมุ้ย ผมก็ไม่อยากปฏิเสธไมตรีที่ทุกคนมอบให้ แต่ก็ยังอายกับความรู้สึกนั้น”

“ผมรู้สึกภูมิใจที่เราได้เป็นคนหนึ่งที่เป็นเหมือนลูกท่านมุ้ยซึ่งมีขีดความสามารถสูง เป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นอาจารย์ของหลายๆ คนในวงการบันเทิง ผมเองเมื่อมีโอกาสได้เล่นกับบุคคลเหล่านี้ เป็นเกียรติกับชีวิตของผม ทั้งพี่เอก-สรพงศ์ พี่นก-ฉัตรชัย พี่ตั้ว-ศรัณยู พี่แอ๊ว-อำภา ภูษิต นักแสดงสมัยก่อนฝีมือเด็ดขาดมาก พี่ต้น-จักรกฤษณ์ พอเป็นภาพยนตร์แกละเอียดยิบเลย บทก็ยาวนะแต่เล่นถึง พี่ต้อย-เศรษฐา อาสีเทา”

เมื่อได้รับเกียรติเช่นนี้ ผู้พันเบิร์ดยอมรับว่า สิ่งที่จะต้องตามมาก็คือความทุ่มเทในบทบาทการแสดง และผลพวงจากความที่ต้องตีบทให้แตกและเล่นให้สมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้ร่างกายบางส่วนของเขาพร่างพร้อยด้วยรอยแผล

“สิ่งที่ผมจำได้เลยคือเอ็นหัวเข่าข้างขวาผมขาด ก็ส่งผลถึงปัจจุบันด้วยนะ แต่ผมก็มีความภาคภูมิใจกับเอ็นขาดข้างนี้ คือผมถือว่าเราบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในการถ่ายทำทุกวัน บวงสรวงฉากใหญ่ ประกาศอิสรภาพ ฉากยุทธหัตถี ฉากขึ้นครองราชย์ ผมเลยถือว่าการบาดเจ็บของผมมันเป็นพระราชประสงค์ของพระองค์

“ผมยอมฟันบิ่นคาบดาบ คือเวลาโคลสอัพใกล้ๆ นี่ต้องกัดดาบที่เป็นเหล็กจริง ส่วนการบาดเจ็บอื่นๆ ที่ถูกดาบถูกอะไรระหว่างซ้อมระหว่างไรก็ถือเป็นเรื่องปกติที่หนังแอกชันต้องเกิดขึ้น ตกม้า ผมว่าก็ตกทุกคนนะ ผมเองนี่ตกเยอะที่สุดในกองถ่ายเลย ผมแข็งแรงพอที่จะตกและกลิ้งได้ คือไม่อยากที่จะอยู่บนหลังม้าแล้วปล่อยให้ม้าวิ่งไปและเราตกใจ ผมเลยเลือกที่จะร่วงคือไหลลงไปทุกอย่าง ม้าก็จะหยุดทุกครั้ง”

เล่นหนังมาเป็นสิบปี ถ้าจะถามว่าตอนนี้รู้สึกกับการแสดงอย่างไร มากกว่าคำว่ารัก ผู้พันเบิร์ดใช้คำอธิบายที่ได้ฟังแล้ว เราต้องตั้งใจฟัง

“เชื่อไหมครับว่า ทุกวันนี้ คนทุกคน แสดงหมด กำลังแสดงอยู่ ทั้งหมดเลย บางทีการแสดงออกทางสังคมของเรา ถือเป็นการแสดงทั้งหมด สวัสดีครับ ยกมือไหว้กัน หรือบางที เราอาจจะอยากนอนสบายๆ แต่เราก็ต้องนั่ง หรือบางที เราอ้อนแม่ว่า แม่ กระเป๋าเก่าแล้ว อยากได้ใบใหม่ นี่ก็คือการแสดง หรือบางที ไม่อยากไปโรงเรียน ปวดท้อง เหมือนไม่สบาย นี่ก็คือแสดงหมดเลย

“ชีวิตเราอยู่กับการแสดงมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เราเลียนแบบละคร เอามาเล่นในชีวิตจริง หรือแม้แต่คนในละครก็หยิบเอาจากชีวิตจริงไปเล่นในละคร มันคือการเลียนแบบพฤติกรรมซึ่งกันและกัน อย่างเช่น ถ้าคุณจะแสดงเป็นคนพิการ คุณก็ต้องไปดูว่าคนพิการเขาเป็นเขาอยู่อย่างไร

“คุณสมบัติของการเป็นนักแสดงกับคุณสมบัติในความเป็นทหารก็ไม่ได้แตกต่างกันในเชิงพื้นฐาน คือ มีระเบียบวินัย อดทน สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างหนึ่งซึ่งทำให้ผมรู้สึกดีก็คือ นักแสดงหลายคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่รู้จักผลงาน รู้ว่าคนนี้เป็นดารารุ่นพี่ รุ่นน้องเข้ามาก็สวัสดีทุกคน ทหารก็เหมือนกัน”

ความรักก็เหมือนกัน

นอกเหนือจากการเป็นทหาร นอกเหนือจากการเป็นนักแสดง อย่างที่หลายคนก็คงรู้ว่า อีกหนึ่งบทบาทที่ผู้พันเบิร์ดกระทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คือการเป็นพ่อ หัวหน้าครอบครัว และคนรัก

“ผมรู้จักกับแฟนตอนผมอยู่ ป.หก แฟนอยู่ ป.ห้า” เขาบอกเล่าด้วยรอยยิ้ม

“คือความรักลักษณะนี้ อาจจะพูดได้ยากสำหรับคนสมัยใหม่ ผมอาจจะเป็นคนยุคเดิมที่โลกของเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าทันสมัยนัก การได้อะไรมาสักสิ่ง มักจะได้มาด้วยความยากลำบาก แต่คนสมัยนี้มักจะได้อะไรมาเร็วและง่าย ดังนั้น เมื่อได้อะไรมายาก เราจึงต้องรักษาไว้

“เมื่อเรารู้สึกว่าเริ่มคบใคร ผมจะจริงจัง เรียนรู้ ปรับตัว และจะรักษาให้ดีที่สุด ผมจึงค่อนข้างรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องความรักของคนสมัยใหม่ว่า นี่คบกันสามเดือนแล้วนะ สำหรับผมแล้วต้องมีเรื่องราว เช่น คบกันสิบปีสิบห้าปีค่อยแต่งงาน เพราะฉะนั้น ผมจึงมองว่าเรื่องความรัก ต้องอาศัยความอดทน ต้องปรับตัว และสุดท้ายของคนเราก็คือ มันจะอยู่กันแบบเพื่อน ทุกปัญหาก็ต้องช่วยกันแก้ไข

“ทุกคนไม่ควรเหลาะแหละเรื่องครอบครัว เพราะว่าคนที่จะมาอยู่กับเราคนนี้นี่ เขาจะอยู่กับเรามากกว่าค่อนชีวิต แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นสำหรับกรณีที่เป็นบุพเพสันนิวาสจริงๆ ที่เจอกันแล้วแต่งงานกันเลยและอยู่กันได้ยืนยาวนะ แต่โอกาสที่จะเกิดอะไรแบบนั้นมันก็ยากอยู่ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องสร้างโอกาสให้กับตัวเอง”

จากต้นรักที่ปลูกมาแต่วัยเยาว์ ณ ขณะนี้ ผู้พันกับคนรัก มีพยานรักเป็นลูกชายอย่าง “น้องวิน-วันวฤณณ์” ซึ่งผู้เป็นพ่อก็วาดฝันไว้งดงามเกี่ยวกับทายาทคนนี้

“จริงๆ แล้วอนาคตของลูกนี่ ผมวางแผนให้เขาเป็นนักกีฬาระดับโลกนะ อยากให้เป็นนักเทนนิส แล้วเล่นแบบดับเบิลด้วยนะ ไม่ใช่เล่นเดี่ยว เพราะเล่นแบบดับเบิลมันไม่ค่อยเจ็บ เล่นเดี่ยวมันจะเจ็บเยอะ อย่างราฟาเอล นาดาล ก็ใช้ร่างกายเยอะ เจ็บเยอะ แล้วลูกชายผม ก็อยากจะให้เล่นแบบตีสองมือ โฟร์แฮนด์ขวา โฟร์แฮนด์ซ้าย เป็นมนุษย์มหัศจรรย์คนหนึ่งของโลก ซึ่งอันนี้ต้องดูก่อนว่าเขาสูงเท่าไหร่ ถ้า 185 ซม.ขึ้น ผมจะส่งเสริมเขาต่อไป ถ้าเขาชอบ จะไม่บังคับเขาเลย แต่สิ่งหนึ่งซึ่งลูกจะต้องมีคือ กีฬา เพราะมันเป็นพื้นฐานของคน มันเป็นศักยภาพของคนที่จะก้าวเดินต่อไปในอนาคต กีฬาทำให้ร่างกายดี และช่วยเสริมทัศนคติในการเป็นผู้แพ้ ผู้ยอม หรือว่าการเอาชนะในบางจังหวะ การฉวยโอกาสโดยที่ไม่ละเมิดกติกา ผมว่ากีฬามันสอนหมดทุกอย่าง ผมก็เลยอยากให้เขาเล่นกีฬา”

เมื่อเวลานั้นมาถึง ภาพในห้วงคำนึงของผู้พันเบิร์ด ก็คงไม่ต่างจากภาพของผู้เป็นพ่อคนอื่นๆ ที่จะยืนมองลูกๆ ด้วยสายตาที่เป็นสุข

“ส่วนตัวผม ก็วางแผนในอนาคตว่าเมื่อถึงวัยเกษียณอายุแล้ว จะติดตามลูกชายคนนี้ไปแกรนด์สแลม ผมก็อาจจะไปนั่งจิบกาแฟสบายๆ ดูคอร์ดหญ้าวิมเบิลดัน แล้วลูกชายชิงชนะเลิศอยู่”

ผู้พันเบิร์ดแซมยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า ทำนองว่ามีความสุขกับความฝันในวันพรุ่งของตนเอง ก่อนจะกล่าวต่อถึงสิ่งที่จำเป็นจะต้องมีในทุกบทบาท ไม่ว่าทหาร นักแสดง หรือแม้แต่การเป็นพ่อ

“ความหนักแน่นทางอารมณ์ อย่างทหารในปัจจุบัน ภัยคุกคามมันมีหลากหลายรูปแบบ ถ้าไม่มีความหนักแน่นทางอารมณ์ เราก็จะใช้อารมณ์ในการตัดสิน ความเป็นนักแสดงก็เช่นเดียวกัน ความหวือหวาของผลประโยชน์ รายได้ ความหวือหวาจากการที่ได้ไปเจอบุคคลมากหน้าหลายตา ถ้าเราหลงไปกับสิ่งเหล่านั้นซึ่งมันไม่ใช่วิถีชีวิตของเราจริงๆ ถ้าไม่หนักแน่นพอก็อาจจะทำให้หลงละเลิงไปได้ ซึ่งก็มีหลายคนที่หลงละเลิงไปและก็พลาดพลั้งในการดำเนินชีวิต ส่วนการเป็นพ่อยิ่งต้องหนักแน่นมากๆ เลย เพราะมันจะต้องมีความขัดแย้งระหว่างสามีภรรยา ระหว่างพ่อกับลูก ความบาลานซ์ ต้องดำรงตนให้อยู่ในพื้นฐานของการมีอารมณ์ที่มั่นคงมากๆ

“ดังนั้น ถ้าจะให้สรุปก็คือ การมีพื้นฐานอารมณ์ที่หนักแน่น น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับสามสถานะบทบาทที่ผมทำอยู่ครับ”

ขอบคุณคลิปจากรายการ วิวไฟน์เดอร์ ช่องซูเปอร์บันเทิง


อัปเดตหลากหลายเรื่องราวข่าวสาร สาระบันเทิงได้ที่แฟนเพจ mars magazine