Marsmag.net

ครั้งแรกบนเก้าอี้ผู้กำกับ ของ ‘บุญทิ้ง’ แห่ง ตำนานสมเด็จฯ ‘ปีเตอร์ – นพชัย’

เรื่อง : เอกลักษณ์ มุสิกะนันทน์
ภาพ : พานุวัฒน์ เงินพจน์

องคุลิมาล, ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 2-6, นางไม้, สวัสดีบางกอก, ฝนตกขึ้นฟ้า รวมถึงภาพยนตร์สั้นคีตราชนิพนธ์ บทเพลงในดวงใจราษฎร์ ในตอนฝนตกที่ห้วยขาแข้ง กับบท สืบ นาคะเสถียร ล้วนเป็นเครื่องการันตีความสามารถส่งให้ ปีเตอร์ – นพชัย ชัยนาม กลายเป็นที่รักของผู้ชม โดยเฉพาะเมื่อบทเข้าซีนอารมณ์ดราม่า เขาคือนักแสดงผู้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

แต่ดูเหมือนหนุ่มผู้มีคาแรกเตอร์ชัดเจน ไม่ขอหยุดตัวเองไว้เพียงสถานะนักแสดงเท่านั้น วันนี้เขาได้ก้าวเข้าสู่บทบาทผู้กำกับละครโทรทัศน์ ประเดิมเรื่องแรกด้วยการนำกลิ่นอายตำนานโจรที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุดมาบอกเล่าผ่านมุมมองของเขาใน ‘ตี๋ใหญ่ ดับ ดาว โจร’ ซีรี่ส์ทางช่อง Mono29 (โมโนทเวนตี้ไนน์)

ความท้าทายของชีวิตนักแสดง
หนังแต่ละเรื่องที่ผมเล่นมีความยากง่ายต่างกัน อย่างตำนานสมเด็จฯ ยากเรื่องขี่ม้าฟันดาบ อารมณ์รองลงมานิด แต่ถ้านางไม้ ฝนตกขึ้นฟ้า อันนั้นความยากเป็นเรื่องอารมณ์ค่อนข้างมาก

สำหรับเรื่องคีตราชนิพนธ์ ตัวหนังผมว่าเขาเล่าเรื่องได้ดี ทำให้คนรู้จักคุณสืบมากขึ้น จากเมื่อก่อนเราเคยเห็นจากภาพข่าว หรือย้อนกลับไปดูบนยูทูป แต่ว่าตัวหนังทำให้เรารู้จักอีกด้านของเขา ทั้งการมีลูก ไปเจอความไม่ถูกต้องต่างๆ คือทำให้เราพอเข้าใจได้ในระดับนึ่งว่าทำไมคุณสืบถึงฆ่าตัวตาย ตอนนั้นสนุกมากครับ ได้โอกาสแสดงฉากที่เป็นภาพจำของคุณสืบ ช่วยกวาง อะไรแบบนี้ซึ่งผมเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็ไม่คิดว่าเขาจะเอากวางจริงๆ มาให้เราเล่น
โดยมุมมองของผมคิดว่าถ้าให้ทุ่มเทขนาดคุณสืบผมคงไม่ระดับนั้น ผมว่าคนที่จะไปทำอะไรแบบนี้ต้องมีความสุดโต่งอะไรที่เรียกว่าเป็นคนอีกประเภทหนึ่ง อย่างในหนังจะเห็นว่าเขาทำเพื่อส่วนรวมจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว

หน้าฉากสู่งานเบื้องหลัง
หลายคนไม่ทราบว่าผมเคยทำด้านโปรดักซ์ชั่นมาก่อน ผมทำบริษัทหนึ่งทำกับพี่เบิร์ด (พ.ท.วันชนะ สวัสดี) แต่ไม่ใช่ละคร ด้วยความสนิทของผมกับ พี่ตั๊ก (นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์) พี่ป๊อก(ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์) พี่เบิร์ด จึงเกิดเป็นเกิดการรวมตัวกัน เริ่มต้นจากพี่ตั๊กมาชวนว่าสนใจทำด้วยกันไหม รู้จักกันมาก็เป็นสิบปีตั้งแต่เล่นหนัง จึงคิดว่าน่าจะลองทำดู เรื่องตี๋ใหญ่ ดับ ดาว โจร เป็นงานกำกับละครแรกชิ้นของผม ออนแอร์ทางช่องโมโน29 หลังจากนี้เรื่องต่อไปก็จะเป็นคิวพี่ตั๊กกำกับบ้าง ซึ่งเคยทำมาแล้วชื่อ หัวใจไกปืน ส่วนผมก็จะลองเสนอทางโมโนต่อหลังจากนี้ ซึ่งกำลังพัฒนาเนื้อหาอยู่ งานนี้ต้องแก้มือครับ

ในส่วนของบทโทรทัศน์เป็นพี่พิง (พิง ลำพระเพลิง) ซึ่งรู้จักกับทางพี่ตั๊ก พี่ป๊อก เราเคยคุยๆ กันครับ ตอนแรกยังคิดว่าจะเขียนบทกันอย่างไร เพราะไม่ได้เก่งขนาดนั้น คือพล็อตได้ แต่บทละครมันคนละเรื่อง จึงได้พี่พิงมาช่วยเรื่องการขยายทรีตเม้นต์ (โครงเรื่องแบบละเอียด) ให้ยาวเป็น 12 ตอน ซึ่งพี่พิงเขียนให้ 4 ตอน จากนั้นทีมงานก็พัฒนากันต่อเองจนครบ

ทำไมต้องตี๋ใหญ่…
ผุดขึ้นมาเองครับ โดยเนื้อหาหนังมันไม่ใช่ว่าเราเอาเรื่องราวตี๋ใหญ่ในอดีตมาเล่า แต่เป็นเรื่องของคนที่เกิดดวงเดียวกับตี๋ใหญ่โจรชื่อดัง เราอยากให้เห็นว่าชะตาชีวิตมันจะหลบเลี้ยวจากการเป็นแบบนั้นได้หรือไม่ เป็นการตั้งคำถามกับคนดู คนที่มีดวงตกฟากแบบนี้มันจะใช่หรือไม่ใช่โจรกันแน่

สาเหตุที่ต้องเป็นตี๋ใหญ่ เพราะรู้สึกว่าเขาเป็นคนมีชื่อเสียงในแง่มุมของโจรยุคใหม่ อารมณ์คล้ายกับองคุลีมาลที่ผมเคยเล่นครับ เรื่องพวกนี้มันเกิดเพราะอะไร เกิดเพราะดวงหรือความจำเป็นในชีวิตแน่ อีกอย่าง โดยส่วนตัวผมชอบหนังดราม่าที่โหดนิดนึง แนวประมาณ There Will Be Blood ภาพยนตร์กำกับโดย พอล โทมัน แอนเดอร์สัน ชอบหนังตรงพระเอกไม่ใช่คนดี หรือประมาณหนังของ มาร์ติน สกอเซซี่ คือมีความเป็นมนุษย์จริงๆ มีด้านมืดให้เห็น

ตี๋ใหญ่ก็เช่นกัน เป็นตัวละครในแบบที่เราชอบ หมายความว่าไม่ได้ฮีโร่จัด ดูมีทั้งส่วนดีและเลว ในขณะเดียวกันตัวละครพระเอกอีกคนก็เหมือนกัน ผมชอบให้ตัวละครไม่ขาวสะอาด มันต้องไปทำอะไรที่ไม่มั่นใจว่าผิดหรือถูกบ้าง เป็นสิ่งไม่ดีบ้าง ไม่ชอบตัวละครเป็นพระเอกจ๋า

ตี๋ใหญ่ศตวรรษใหม่ต้อง เต๋า – สมชาย
ผมอาจมองพี่เต๋าไม่เหมือนคนอื่นมองครับ คือในห้วงเวลาหนึ่งเห็นพี่เขาเล่นแนวดราม่า แล้วชอบในภาพนั้น อีกอย่างตัวละครเรื่องนี้มันดูเศร้า แม้ตอนต้นดูเลวร้าย ก้าวร้าวก็ตาม จึงรู้สึกว่าเหมาะมาก แต่มีด้วยนะครับมุมน่ารักนิดหน่อยซึ่งทำให้เรารู้จักตัวละครมากขึ้นจากชีวิตในวัยเด็ก

โดยเนื้อเรื่องเล่าผ่านตัวละครสองตัว พี่เต๋า กับ น้องกัน (รัชชานนท์ เรือนเพ็ชร์ รับบทเป็นไซเรน) คือตี๋ใหญ่ซึ่งรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนในการทำลายชีวิตเด็กคนหนึ่ง จึงมองมายังเด็กคนนี้ที่เติบโตและดำเนินชีวิตด้วยความแค้น มีทั้งติดคุก ก่ออาชญากรรม มันเป็นการเล่าเรื่องคู่ขนานของคนสองคนในชะตาทับซ้อนกัน พี่เต๋าเองก็มองสิ่งต่างๆ ด้วยความเจ็บปวด เพราะตัวเองดีขึ้นแล้วจึงอยากช่วยเหลืออีกชีวิตให้หลุดพ้น คนดูจะค้นพบพร้อมๆ กันระหว่างทางว่าคนคนหนึ่งไม่ได้อยากเป็นโจร แต่มีเหตุให้ต้องเดินตามเส้นทางหนึ่งแล้วจะจบลงอย่างไร

การคืนจอแก้วของป๋าเทพที่หลายคนคิดถึง
ผมชอบป๋าเทพมานานแล้วครับ แล้วบทที่รับก็ไม่ได้แรงมาก เป็นตำรวจตงฉิน มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่กับตำรวจทั้งดี และไม่ดี สุดท้ายต้องเด้งออกมาเพราะไม่ยอมรับสินบน เป็นตัวละครที่ป๋าน่าจะถ่ายทอดดี ตรงนี้รวมถึงเรื่องอายุด้วย เพราะเป็นจ่าธรรมดาๆ ใกล้เกษียณ ในอดีตช่วยเหลือคนมามากมาย เป็นอีกตัวละครถ่ายทอดความเป็นจริงในสังคมว่าถึงเก่ง เป็นคนดี แต่ก็ยังไม่ได้ก้าวหน้าในอาชีพการงานมากนัก ยังเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นประทวนเหมือนเดิม

โจทย์หินของผู้กำกับใหม่แกะกล่อง
ความยากไม่ได้อยู่ที่ตัวเรื่อง ไม่ได้อยู่ที่ตัวตี๋ใหญ่ มันอยู่ที่ตัวผมเองมากกว่า เพราะคนเป็นนักแสดงมาเป็นผู้กำกับ เราอาจยังไม่ชำนาญในการเล่าเรื่องยาวๆ ขนาดนี้มาก ต้องพูดคุยกับดารารุ่นใหญ่ อธิบายให้ทีมงานเข้าใจ ซึ่งการสื่อสารนี่แหละครับก็เป็นเรื่องยาก ต่างคนต้องสื่อสารต่างวิธีการ

เมื่อก่อนผมทำโปรดักซ์ชั่นนะ แต่มันแค่สั้นๆ ไม่เหมือนกันเลย ไม่ต้องคุยกับคนเยอะขนาดนี้ เมื่อก่อนเราเคยเป็นนักแสดงก็คุยกับผู้กำกับ คุยกัน 2 คน มันเข้าใจง่าย แต่ตอนนี้เราต้องคุยกับคนเกือบร้อย แล้วต้องแยกไปคุยกับนักแสดงอีกตั้งแต่นักแสดงหลัก สมทบ ซึ่งจริงๆ มันไม่ค่อยตรงกับบุคลิกผมเท่าไหร่ แต่ก็ต้องพยายามฝึก ต้องเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้น สำคัญคือเข้าใจตัวเองเป็นอันดับแรก

ฝากผลงานครั้งแรกการกำกับละครโทรทัศน์
ผมว่าคนเป็นผู้กำกับทุกคนมันไม่พอใจหรอก แต่เราเก็บไว้แล้วไปแก้ตัวเรื่องหน้า ยอมรับว่ามีบาดแผลเต็มไปหมดในเรื่องนี้ ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ข้อดีคือทำให้เราเรียนรู้ว่าทำไม่ถูกตรงไหนแล้วเตรียมแก้มือกันในเรื่องต่อไป บางแผลเราแก้มันด้วยการตัดต่อ

สำหรับเรื่องตี๋ใหญ่ให้หลายอย่างนะครับ แต่แกนของเรื่องคือสิ่งที่เราเห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะฉะนั้นเราอาจต้องพิจารณาหลายครั้งหน่อย อย่างตัวละครที่เราเห็นสุดท้ายแล้วเขาจะพลิกไปอีกแบบ หรือจะมีภาพลักษณ์ไม่เหมือนกับที่จะคาดเดา คนที่เราเห็นอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเสมอไป แล้วมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ด้วย

เปลี่ยนประสบการณ์เป็นแรงขับดัน
ถ้าจะพูดถึงเรื่องประสบการณ์ผมได้จากหลายคนครับ จากท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล)ก็ได้เยอะ พี่เป็นเอก (เป็นเอก รัตนเรือง) ก็ได้มา เหมือนความรู้อยู่ในตัวเราโดยไม่รู้ตัว เห็นการทำงานในแบบของเขา ก็เลือกเอาแบบที่ชอบมาปรับใช้ ซึ่งแน่นอนว่าผู้กำกับในดวงใจคงหนีไม่พ้นทั้งสองท่านนี้

ด้วยความที่ผมเล่นหนังไม่กี่เรื่อง ผมว่าท่านมุ้ยกับพี่เป็นเอกมีอิทธิพลทางความคิดกับผมค่อนข้างเยอะ อย่างท่านมุ้ยจะให้เรื่องแรงบันดาลใจ ตอนอยู่กับท่านมีหลายสิ่งมากที่เราไม่กล้าทำ ทำไม่ได้ เราจะได้วิธีคิดจากท่านว่าไม่มีหรอกอะไรที่ทำไม่ได้ มันไม่มีจริง ถ้าลองแล้วมันจะมีวิธีพัฒนาจนทำได้ในที่สุด ส่วนพี่เป็นเอกมีเรื่องของวิธีคิดเกี่ยวกับบท วิธีในกองถ่าย เรียกง่ายๆ คือเอามาผสานใช้ได้ตลอด

วันพักผ่อนที่ไม่ยึดติดรูปแบบ
การท่องเที่ยวของผมจริงๆ แล้วไปได้หมดนะครับ ทั้งประเทศเจริญแบบเกาหลีก็ไปได้ และไม่เจริญอย่างลาวก็ไปได้ มันไม่เกี่ยวว่าเราจะไปไหน แต่ขอให้เราได้ไปเห็น เพราะทุกที่มีอะไรให้เราเรียนรู้เสมอ ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเนปาล ลาวอย่างเดียว ส่วนถ้าถามว่าชอบแนวลุยๆ บุกเบิกไหม ก็ยังไม่ขนาดนั้นครับ (หัวเราะ) การท่องเที่ยวของผมคงไม่ได้ออกแนวแคมปิ้ง แต่ถ้าเป็นประเภทต้องเดินทางลำบากก็ได้นะครับ พวกนี้มันดีนะทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าเราเห็นแก่ตัวขนาดไหน

บอกเล่าเรื่องราวชีวิตผ่านหนังสือ
ผมว่าชีวิตของผมยังไม่น่าสนใจพอ อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี จนกว่าจะเจอจุดที่สามารถให้แง่มุมกับคนได้จริงๆ สิ่งที่ผมมียังไม่เยอะพอจะเล่าให้คนอื่นได้ประโยชน์