Marsmag.net

“เราเป็นห่วงเขาอยู่” บทสนทนาว่าด้วยชีวิต ความตาย วัยเยาว์ และครอบครัว กอล์ฟ-ฟักกลิ้ง ฮีโร่

กอล์ฟ-ฟักกลิ้ง ฮีโร่ หรือณัฐวุฒิ ศรีหมอก เคยให้สัมภาษณ์กับ mars ว่าเขาเคยอยากตาย แต่ไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตาย

“อยากตาย แต่ไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย เรารู้สึกว่าอย่างไรก็ตาม ชีวิตไม่ใช่ของเรา ชีวิตไม่ได้เป็นอิสระขนาดนั้นที่จะฆ่าตัวตายได้ มันมีความผูกพัน มีห่วงของคนข้างหลังอยู่อีกเยอะ แต่ถ้าเราอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีห่วงอะไรอีกแล้ว ก็ตายได้แหละมั้ง ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่คิดว่าถ้ายังมีใครที่เขาเป็นห่วงเรา และเราเป็นห่วงเขาอยู่ อย่าเพิ่งตายเลย”

สักสองปีกว่าๆ ที่ผ่านมา มีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของแร็ปเปอร์หนุ่มผู้นี้ ชีวิตของกอล์ฟ-ฟักกลิ้ง ฮีโร่ เปลี่ยนไปแล้ว หลังวันที่ลูกสาวของเขาผู้มีนามว่า 'ชูใจ' ลืมตาดูโลก การถือกำเนิดของหนึ่งชีวิต ได้เปลี่ยนอีกหนึ่งชีวิตไปตลอดกาล

เขาเดินช้าลง เป็นการเดินช้าลงอย่างเต็มใจ เป็นความช้าที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ต่อชีวิตน้อยๆ ที่เขาได้สร้างขึ้นมา

แต่ชีวิต บางครั้งเราไม่สามารถกำหนดกะเกณฑ์หนทางที่เราอยากเดินไปได้เสียทั้งหมด

4 มีนาคมที่ผ่านมา น่าจะเป็นอีกวันที่สั่นสะเทือนชีวิตกอล์ฟ-ฟักกลิ้ง ฮีโร่ เมื่อคุณพ่อนพดล ศรีหมอก คุณพ่อของเขาตัดสินใจจบชีวิตด้วยการผูกคอตาย เขาบอกว่าพ่อของเขาติดสุราอย่างหนัก และความปรารถนาดีของเขาที่ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการติดสุราของพ่อ ทำให้ทะเลาะกันอย่างรุนแรง ไม่คุยกันมาสองสัปดาห์ จนอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งแห่งความน้อยใจที่ทำให้พ่อตัดสินใจจบชีวิต

ชีวิต บางครั้งเราไม่สามารถกำหนดกะเกณฑ์หนทางที่เราอยากให้เป็นไปได้เสียทั้งหมด

แต่ถึงอย่างไร กอล์ฟ-ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ยืนยันตนได้ทำหน้าที่ลูกดีที่สุดแล้ว และขอให้พ่ออโหสิกรรมให้

คำถาม คำตอบบรรทัดถัดจากนี้ คือบทสนทนาระหว่าง mars กับกอล์ฟ-ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ว่าด้วยชีวิต ความตาย รวมถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ และครอบครัว

ชีวิตไม่ได้เป็นของเรา?
เรายังเลือกเกิดไม่ได้เลย ถ้ามันเป็นของเราจริง เราต้องเลือกได้สิ

งั้นชีวิตเป็นของใคร
 ?
เรารู้สึกว่าของพ่อแม่ครับ หรืออาจเป็นของใครสักคนที่เรามองไม่เห็น สมมุติถ้าพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว แต่ยังมีห่วงที่ผูกไว้กับใครสักคน เรารู้สึกว่ายังไม่สมควรเลือกความตาย ชีวิตเรามันต้องมีค่ากับใครสักคนสิ–เคยดูเรื่อง Memories of Matsuko (2006) ไหม (หนังของผู้กำกับ Tetsuya Nakashima เล่าเรื่องอยู่บนแก่นกลางของการตั้งคำถามว่า 'เราเกิดมาทำไม') เป็นหนังที่เราดูแล้วอยากฆ่าตัวตายมากเลย คืออธิบายยากเหมือนกัน แนะนำให้ดูก็แล้วกัน มันไม่โหดนะ แต่มันหดหู่

ตอนนี้คุณเป็นพ่อคนแล้ว ถ้าย้อนกลับไปตอนสมัยเด็ก ในฐานะลูก คุณเป็นเด็กแบบไหน?
เราคิดว่าเราเป็นเด็กโอเคนะ คือช่วง 1-10 ขวบเราแฮปปี้กับชีวิตมาก เราโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างอบอุ่น พ่ออาจจะดุหน่อยแต่ค่อนข้างอบอุ่น โตมาในบรรยากาศที่ดี ชิลล์ๆ บ้านไม่ได้รวยมาก เรียกว่าจนได้เลยแหละ แต่พ่อแม่ชอบให้อ่านหนังสือ เพลงของเราก็ได้มาจากการอ่านซะส่วนใหญ่ แต่หลังจากเลย 10 ขวบไปแล้ว บ้านเราเริ่มมีปัญหา ได้เห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันตลอดในช่วงอายุหลัง 10 ขวบถึง 15 ปี แต่เราไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรที่บ้านแตกสาแหรกขาดนะ เรารู้สึกว่าพอพ่อทะเลาะกับแม่เยอะๆ เรากลับดีใจด้วยซ้ำไป เพราะพอเขาทะเลาะกัน พ่อเราจะไปอยู่ที่อื่น เราขี้เกียจเห็นเขามีปัญหากัน ถ้าเขาอยู่กันไม่ได้ ก็ไม่อยากให้อยู่ด้วยกัน

คุณเป็นเด็กเกเรไหม?
มาเกเรหลังอายุ 18 ปี หลังจบ ม.ปลาย มาแล้ว อาจเพราะเข้ามากรุงเทพฯ แล้วหลงใหลแสงสีมั้ง ได้มาเจออะไรแปลกๆ ที่ไม่เคยเจอที่บ้าน แต่ก่อนหน้านั้นเป็นเด็กเนิร์ดเลยแหละ เป็นเด็กเรียนเลย

แต่แร็ปเปอร์ส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะมีรูปลักษณ์แบบแบดบอย?
จริงเหรอ อาจเพราะไม่เคยเจอแร็ปเปอร์เนิร์ดๆ มากกว่ามั้ง แร็ปเปอร์เนิร์ดๆ ก็มีนะ แต่ถ้าเป็นฝั่งตะวันตก ออริจินัลเขาคงโตมากับวัฒนธรรมข้างถนนน่ะครับ ก็เลยมีภาพลักษณ์ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน แต่บ้านเราก็ไม่เสมอไป แร็ปเปอร์รวยๆ หรูๆ ก็มีเยอะแยะ

จำเป็นไหมที่ชีวิตคนเราต้องเดินผ่านความทุกข์มาก่อนถึงจะมีแรงบันดาลใจในการทำอะไรสักอย่าง?
ไม่นี่ เรารู้สึกว่าเพลงสุขๆ ที่เขาเขียนจากความสุขล้นปรี่มีเยอะแยะถมไป เช่น พี่บอย โกสิยพงษ์ เขียนเพลงให้ลูก เรารู้สึกได้เลยว่าเขาต้องมีความสุขมากๆ เขาถึงเขียนได้ หลายๆ เพลงบนโลกก็มาจากความรู้สึกสุขมากๆ นะ ความสุขก็มี ความทุกข์ก็มี น่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ของคนแต่งมากกว่า

คุณเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน แล้วถ้าวันหนึ่งในอนาคตเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับครอบครัวของคุณเองล่ะ?
เราคิดว่าถ้ามันเกิดขึ้น ลูกเรารับได้นะ แต่เราจะไม่ยอมให้มันเกิด โดยเฉพาะในวัยที่เขากำลังเด็ก เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เรารู้ว่านิสัยเราไม่ดี ค่อนข้างเป็นคนโวยวาย โมโหร้าย ซึ่งพอย้อนกลับมาทบทวนดูว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร เรากลับค้นพบว่าเราทำตัวเหมือนพ่อของเราสมัยนั้นเลย นั่นแปลว่าหลายสิ่งที่เราซึมซับมาตั้งแต่เด็กมันส่งผล เรารู้สึกว่าลูกจะโตมาเป็นคนอย่างไร พ่อแม่มีผลมาก ดังนั้นเราจึงอยากเป็นพ่อแม่ที่สละชีวิตของตัวเองเพื่อเขา เราคิดว่าถ้าเรารักลูก เราจะไม่ยอมมีปัญหาต่อหน้าลูกเด็ดขาด

สุดท้ายถ้าการแยกทางต้องเกิดขึ้น คุณจะบอกลูกว่าอย่างไร? 
แน่นอนว่าชีวิตเรามันไม่ใช่ของเรา แต่เรื่องการเลือกคู่ครองหรือเรื่องส่วนตัวมันเป็นเรื่องของพ่อแม่ เป็นปัญหาของพ่อแม่ ไม่ใช่ปัญหาของลูก ลูกไปใช้ชีวิตของตัวเองเถอะ แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อเราเป็นพ่อเป็นแม่ของเขาแล้ว เราจะไม่มีวันเลิกรักเขา เราจะดูแลลูกเหมือนเดิมให้ดีที่สุด

สิ่งที่ทำให้คุณทุกข์ใจได้มากที่สุดในปัจจุบันคืออะไร?
ความเจ็บป่วย เรารู้สึกว่าทุกวันนี้เราจะนอนไม่ค่อยพอ ความอ้วนทำให้เรากรน ทำให้รู้สึกไม่เฟรช ร้องเพลงบนเวทีแล้วจะเหนื่อย ลงมาแล้วรู้สึกแย่ที่ทำได้ไม่เต็มที่ เราอยากมีวันที่แสดงได้แบบสุดเหวี่ยง แต่ติดอุปสรรคเรื่องน้ำหนัก สิ่งที่ทุกข์ที่สุดคือเรื่องสุขภาพ ก็เลยหาทางแก้มันอยู่ อยากแข็งแรง คือไม่ได้อยากผอมนะ แต่อยากแข็งแรง เพราะตอนเด็กๆ เราก็ถูกเพื่อนล้อ เพื่อนแกล้งเรื่องความอ้วนเป็นปกติ แต่ก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปมอะไร รู้สึกดีด้วยนะที่เราเด่นเพราะตัวใหญ่กว่าใคร คนจำได้ทั้งโรงเรียน (หัวเราะ)

ถ้าวันหนึ่งชูใจโตขึ้น มีความฝัน แล้วเกิดท้อแท้กับความฝันของตัวเอง คุณจะปลอบลูกอย่างไร?
มันมีหนังเรื่องหนึ่ง ที่บอกว่าเราไม่สามารถไปถึงดวงดาวได้ทุกคนหรอก มันต้องมีคนติดอยู่บนโลกนี้บ้าง ความผิดหวังเป็นเรื่องปกติ แต่ผิดหวังแล้วเราจะอยู่กับมันอย่างไร เราต้องอยู่กับมันให้เป็น สู้ใหม่ ดูป๋าเทพสิ เขาเจ๊งมาตั้งเยอะ สุดท้ายมาทำขนมเปี๊ยะ เขาก็เพิ่งจะมาขายได้ ดูเทพ โพธิ์งามไว้ลูก

ยังไงคนเราก็ต้องไม่ละทิ้งความหวัง-ความฝัน?
ใช่ ฝันไปเหอะ ทำไป อาจจะไม่ต้องสำเร็จก็ได้ ดูอย่างพ่อนี่ ถึงจะไม่สำเร็จเลย แต่ก็เลี้ยงลูกได้ด้วยเพลงแร็ป อย่างน้อยก็ทำมันเป็นอาชีพได้ โลกมันเป็นแบบนี้ เราอยากปล่อยเขาให้ออกไปเผชิญกับโลกความเป็นจริง

ทุกวันนี้เวลาหันไปมองหน้าลูก คุณมักคิดอะไรอยู่ในใจ?
รู้สึกว่ามันอ้วนขึ้นทุกวันเลย (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าเขาน่าจะเป็นภารกิจชิ้นใหม่ เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด เรื่องของชูใจมันรีเซ็ตใหม่ทุกวัน ทุกๆ วันจะมีอะไรใหม่ๆ มาให้เราดูตลอด และเราก็คิดว่าเขาน่าจะเป็นความหวังใหม่ๆ ของเรา เวลามองตาเขา เราจะพบว่าทุกอย่างมันบริสุทธิ์หมดเลย เราได้เห็นว่าเด็กมีความสุขได้ง่ายขนาดไหน เพราะเมื่อก่อนเราไม่เคยได้ใกล้ชิดกับเด็กคนไหน อย่างชูใจแค่เห็นของตกก็หัวเราะแล้ว ตอนเด็กๆ เราก็คงเคยเป็น แต่ตอนนี้ความสุขของเรามันเกิดขึ้นได้ยากเหลือเกิน ยิ่งโต ความสุขก็ยิ่งจะซับซ้อนขึ้น และชูใจก็เริ่มทำให้เราเข้าใจกระบวนการของความซับซ้อนในตัวมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่วันแรกที่เกิด อย่างชูใจนี่พอเริ่มจำหน้าคนได้ นอกจากพ่อแม่ ชูใจจะไม่ให้คนอื่นอุ้มแล้ว เขาจะเริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เรารู้ แล้วก็ปลงว่า บางทีเราก็ทำอะไรซับซ้อนเกินไปเนอะ ทำง่ายๆ บ้าง ปล่อยบ้าง เดินเล่นบ้างก็ได้มั้ง

แน่นอนว่าการเติบโตคือกระบวนการก้าวข้ามผ่านความทุกข์ แล้วถ้าวันหนึ่งชูใจต้องเจอความทุกข์อะไรก็ตามที่รับไม่ไหว จนหันมาตัดพ้อคุณว่า พ่อทำให้หนูเกิดมาทำไม คุณจะพูดกับลูกอย่างไร?
กรรมน่ะ มันเป็นชีวิตลูกที่ต้องเกิดมา พ่อก็ทำอะไรไม่ได้ พ่อทำได้แค่ทำหน้าที่ของพ่อกับแม่ให้ดีที่สุด

จะปลอบเขาอย่างไรถ้าเขาบอกว่าอยากตาย?
โธ่ ไม่ตายหรอก เราจะบอกเขาว่ารักนะ เล่าให้ฟังว่าแม่ผมร่วงเยอะมากเลยตอนหนูกินนม แม่ปวดกระดูกมากๆ เลยเพราะหนูเอาแคลเซียมไปเยอะมากๆ ตอนอยู่ในท้อง เพราะฉะนั้นหนูต้องมีกระดูกที่แข็งแรง ต้องมีจิตใจที่แข็งแรง

ทุกวันนี้คาดหวังอะไรจากครอบครัว?
สุขภาพแข็งแรง สุขภาพใจ สุขภาพกายแข็งแรง เรื่องรวยก็เป็นเรื่องรองลงมา

คิดว่าคุณเป็นพ่อที่ดีในแบบที่อยากเป็นหรือยัง?
ยัง ยังทะเลาะกับภรรยาต่อหน้าลูก ยังอารมณ์เสียต่อหน้าลูกอยู่เลย เราอยากเป็นพ่อเหมือนพี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์ คือเราก็ไม่รู้หรอกนะว่าจริงๆ แล้วพี่จิกแกสอนลูกอย่างไร แต่เราอยากเป็นพ่อเหมือนตัวหนังสือของพี่จิก เป็นพ่อที่ตอบลูกได้ทุกเรื่อง ตอบแบบอบอุ่น แล้วคำตอบของเขาก็เป็นคำตอบที่เป็นพหูสูตจริงๆ