'ข้าคือศิลปิน'!!! : ชิน-ชินวุฒ


10 ปีก่อนมีเด็กออกมาประท้วง เท้าชี้ฟ้าสองขาแยก หัวเป็นจุดหมุน เท้าแกว่งอย่างพัดลมเพดาน ปากบ่น

การบ้านเยอะ การบ้านแยะ
การบ้านเพียบ จนเราเงียบ
การบ้านมาก การบ้านยาก
การบ้านเยอะ จนเราเบ๊อะ
เขาให้มายังไงก็ทำไปเหอะ…
เฮ้อ วัยรุ่นเซ็ง
เด็กตัวกะเปี๊ยกมักชอบโวยวายว่าตัวโตแล้ว เด็กชินมีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นศิลปินฝึกหัดแกรมมี่ ออกอัลบัม Big 3 ทั้งร้องทั้งเต้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา ถัดมาเขากับเพื่อนอีก 9 หน่อ และเริ่มเป็นที่รู้จักนาม “จี จูเนียร์” แต่ชะตาดันหักเห หลังผลงานที่ออกมาแป้ก ประกอบกับอยู่ในช่วงชีวิตวัยรุ่นอารมณ์ร้อน เด็กหนุ่มวัย 15 กลายเป็นหัวโจก มีเรื่องราวชกต่อยไม่เว้นแต่ละวัน

เมื่อกลับสู่แวดวงดนตรีอีกครั้ง ชั่วระยะเวลาปีเดียว ดนตรีก็ได้เปลี่ยนแปลงเด็กชิน เป็นหนุ่มหล่อวัย 19 นักร้องดังที่สาวๆ คลั่งไคล้ ด้วยอัลบัมเดี่ยว CHIN UP อัลบัมที่ 2 Maybe I am Bad

 


“จริงๆ ถ้าดูในเพลงของผม Look ของผม มันก็ไม่ได้ดู Bad boy เต็มที่นะ ไอ้ Bad boy มันคือหน้าตาผม มันคือ ไม่ใช่พระเอกอ่ะ แบบอารมณ์ตัวโกง แต่ในเพลงนี่มันจะมีความเซ็กซี่ จะไปทางโรแมนติกซะมากกว่า”

ชินพูดถึงตัวตน พร้อมแก้ข้อกล่าวหาเรื่อง โตแล้วก็ยังขี้โวยวายไม่เปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา

 

“คนเค้าก็มองบางทีหน้ากวนตีนเหรอ มึงเป็นนักร้องอ่ะ หล่ออ่ะ เราก็ไม่รู้สึกอะไร ไม่คิดไร เพราะผมก็ทำงาน สิ่งเดียวที่ผมคิดคือ ผมหาตังค์เองได้แล้ว คิดงี้ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว อ้าวก็ทำไมอ่ะ กูหาตังค์ได้แล้ว มึงหาไม่ได้เอง ก็เออยอมรับ

โชคดีเกิดมาหน้าตาดี แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด ก็เออโชคดี กูไม่ได้ไปว่ามึงซักหน่อย เฮ้ยกลับมาคิด มึงล้อกูก็เหมือนมึงชมกูนี่หว่า เฮ้ยแม่งหล่อว่ะ ก็ขอบคุณว่ะ ก็ดีมีคนชม ผมก็มองว่าธรรมดาแหละ มีคนชอบก็ต้องมีคนเกลียด ปรกติ”
 




ชินมีโอกาสร่วมเป็นนักแสดงนำในซีรีส์เรื่อง Love18 – รักวุ่นวายหัวใจ 18 ซีรีส์ที่ถ่ายทำในไต้หวันได้ร่วมงานกับนักแสดงและทีมงานจาก ไต้หวัน มาเลเซีย และฮ่องกง กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ไทยที่ไปมีชื่อเสียงในมาเลเซีย มีผลงานเพลงภาษาจีนแมนดาริน และภาษาอังกฤษที่มาเลเซียดังไกลไปถึงจีน มีแฟนคลับชาวจีนทำเว็บไซต์ส่วนตัวให้ ฟีดแบ็กจากแฟนคลับล้นหลามจนน่าตกใจ

เขาพูดถึงการทำงานต่างแดนว่า “การทำงานอัลบัมนี้เรียกว่าโกอินเตอร์ไปอีกหนึ่งขั้น คนอื่นเขาคิดว่ามันเป็นซีรีส์ที่สามารถซื้อได้ แต่ไม่ใช่ มันเป็นโปรเจกต์ของมาเลเซีย ผมทำงานกับค่ายเพลงมาเลเซียอยู่แล้ว คือทางบริษัทกล้องที่มาเลเซียให้เราเป็นพรีเซนเตอร์ ละครที่เล่นมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพ ความสับสนเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่น ความสับสนต่างๆ ในชีวิตวัยรุ่น”
 


“สิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้จากการทำงานต่างแดนก็คือ ประสบการณ์ครับ ที่โน้นเขาเรียกผมว่า ‘ไอ้โง่’ มันเป็นฉายาที่ได้ในการเล่นละครที่ต่างประเทศ แล้วมันจะมีคำนึงที่ผมชอบมากคือ ‘ไบ่มู่’ มันแปลว่า งี่เง่า เขาจะชอบเรียกว่า ‘ไบ่มู่’ เป็นคำที่ผมชอบพูด มันเป็นแบบเล่นๆ มากกว่า ไม่ได้ด่าโง่ ผมไม่เคยน้อยใจเวลาใครด่าผมอยู่แล้ว ผมฮามากกว่า นอกจากเราจะมองว่า เฮ้ย เขาด่าจริงๆ อะไรอย่างนี้ก็จะน้อยใจ”

ต่อคำถามที่ว่าโลกมายาที่มาเลเซียเหมือนบ้านเราหรือเปล่า ชินบอกว่า “แฟนที่นู่นกับแฟนที่นี่มันแตกต่างกันอยู่นิดนึง แฟนที่นู่นมันจะมีสเปซ มีช่องว่างระหว่างตัวแฟนคลับกับศิลปิน

แต่ที่ประเทศไทยจะค่อนข้างใกล้ชิดซะทีเดียว แบบเข้าหาเลย มาถึงกระโดดกอดคอ อะไรประมาณนั้น ถ้าไม่ให้ถ่ายรูปก็หากูหยิ่ง คนที่นู่นจะไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่ต่างประเทศจะเป็นแบบนี้ ถ้าเกิดขอถ่ายรูปแล้วไม่ให้ถ่าย เค้าก็จะเข้าใจ เออไม่เป็นไร แต่แฟนคลับคนไทยจะเฮ้ย ไม่ให้กูถ่าย กูไม่ถ่ายก็ได้ กูไปชอบคนอื่นก็ได้”

“สาเหตุหรือ เป็นเพราะศิลปินไทยมันมีให้เลือกเยอะมาก จนแบบเป็นแค่ยี่ห้อขนมอ่ะ ทำมา มันเพิ่มราคาว่ะ กูไม่กินก็ได้ ไปกินอันนู้นก็ได้ ถูกกว่า รสชาติเหมือนกันเลย หรือไปกินอย่างอื่น อร่อยสู้ไม่ได้ แต่ถูกกว่า เอาสิ คนไทยก็อารมณ์เดียวกันอ่ะ แฟนคลับเข้าไปขอถ่ายรูป แต่ให้ถ่ายไม่ได้ ก็ได้ไม่ถ่ายก็ได้ ไปชอบคนอื่นดีกว่า ผมเคยโดนมาแล้ว

มีคนเคยขอถ่ายรูป แล้วผมก็ถ่ายไม่ได้ ผู้จัดการบอก ยืนอยู่ข้างหลัง ขอผ่านไปก่อน ได้ยินเสียงตะโกนกลับมา มันหยิ่งว่ะ แค่นี้ถ่ายไม่ได้ ผมได้ยิน เดินเข้าไปหา บอกถ่ายสิ ถ่ายเลย สัก 30 รูปมะ เอาเลย เดี๋ยวอยู่ด้วยเลย ตรงนี้เลยนะ 30 รูป อ้าวไม่ถ่ายล่ะ ถ่ายดิ”
“ไม่กลัวโดนข้อหาดังแล้วหยิ่งหรือ” เราถาม

“ไม่นะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น ตั้งแต่เด็กแม่สอนให้ถ่อม คุณแม่ย้ำนักย้ำหนาว่าให้เรามองเห็นทุกคนมีค่าเท่ากันหมด ไม่ใช่ว่าเรามีค่ามากกว่าคนอื่น เพราะว่าดันเป็นคนที่มีชื่อเสียง

ถ้าเราไม่มีตังค์ ไม่มีชื่อเสียงมันก็เป็นคนน่ะ คนรวย คนจน มันก็ยังเป็นคน ทุกคนมีค่าเท่ากันหมด มันอยู่ที่เราควรจะทำตัวยังไง ทำอะไรให้ตัวเองมีค่าหรือไม่ ผมเลยไม่เคยมองว่าตัวเองเก่ง รวยกว่าคนอื่น ดังกว่าคนอื่น ”




 
 



“หยิ่ง ผมไม่ได้เป็นคนหยิ่ง ผมรู้ว่ามันมากับงาน ที่คนอยากถ่ายรูปเรา มันมากับงาน เราดูไม่ดีอยู่ เราเหนื่อยอยู่ หน้าตาไม่ได้เลยว่ะวันนี้ แต่งตัวไม่ได้ มันมีหลายอย่างเลย เพราะเราเป็นคนของประชาชน แล้วคนมองเราตลอดเวลา ซึ่งถ้ามีรูปนึงมันออกไปเนี่ย คนก็จะบอกว่า เฮ้ย ชินตัวจริงมันไม่หล่อเลย ดูไม่ได้เลยเนี่ย แล้วผมก็เหนื่อยเป็น ผมก็เป็นคน หน้าผมก็เหนื่อยได้ คนไม่ได้นอนไง หน้าตาก็โทรม เรื่องปรกติ มันมีหลายอย่าง บางทีต้องไปงานต่อ บางทีเพิ่งเล่นคอนเสิร์ตเสร็จ อยากพักก่อน เห็นไหม ผมเล่นมาชั่วโมงนึงนะ ร้องกะเต้น กำลังจะตายแล้ว หลังๆ ผมเริ่มนิ่ง ปล่อยไป จะพูดไรก็พูดไปเถอะ เราพูดก็หาว่าข้ออ้าง”

มันอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่เราทำได้มากกว่าคนอื่น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราเจ๋งกว่าใคร ผมคิดอยู่ตลอด เหนือฟ้ายังมีฟ้า ถ้าวันนึงเราคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราจะเลิกพัฒนาตัวเอง แล้ววันหนึ่งคนที่ไม่หยุดพัฒนาก็จะเก่งกว่าเรา ทุกวันมันก็จะมีคนแบบนี้เพิ่มขึ้น เราจะไปอยู่ตรงไหนล่ะ เพราะมันสุดแล้ว ผมไม่อยากไปถึงตรงนั้น ผมอยากจะมีที่ที่พัฒนาด้วยเพื่อให้เราเก่งขึ้นๆ”

และคงเพราะไม่อยากหยุดชื่นชมความสำเร็จจนลืมพัฒนา ทุกวันนี้ชินจึงฝึกทำเพลงทุกอย่าง แต่งเพลง ร้องเพลง เต้น ดูงานกำกับเอ็มวี แคสติ้ง เขาให้เหตุผลได้น่าฟังว่า

“คือเราอยากลงไปได้ทุกด้าน ลงไปทำจริง พอเราลงไปทำจริงๆ เราจะรู้จริง เราทำเพลงทั้งหมด เราก็จะรู้ Process ของมัน ผมพยายามจะเรียนรู้จากทุกอย่างที่ผมทำ หลักเลยผมจะเข้าไปทำเรียบเรียง โปรดิวซ์ เรื่องเนื้อเพลงผมอาจจะไม่ค่อยได้เข้าไปยุ่งเท่าไหร่ เพราะภาษาไทยผมไม่ค่อยแตกฉาน ดีที่ผมเข้าใจดนตรีค่อนข้างสูง เลยเข้าไปทำตรงนี้มากกว่า ผมได้เข้าไปโปรดิวซ์ทั้งงานตัวเองแล้วก็งานของศิลปินคนอื่นด้วย ผมพยายามฝึกตัวเองให้มากที่สุด ณ ตอนนี้”
คุณคิดอย่างไรกับคำว่าโอกาส เรายื่นคำถามให้เขาอีกครั้ง “สำคัญมากครับ มันอยู่ที่โอกาสแล้วก็ความชัดเจน” ชินตอบ พร้อมแบเคล็ดลับความสำเร็จเรื่องของความชัดเจนว่า “ผมปักหลักแนวไหนก็แนวนั้นเลยตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็พยายามฝึกฝนตัวเอง ไม่ได้บอกว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นนะ ไม่ใช่ จังหวะชีวิตมากกว่า ผมว่าผมได้โอกาสที่ดี และก็เวลาที่เหมาะสม แต่การที่ผมโชคดีและได้โอกาสนั้นมา ผมก็เลยไม่หยุดที่จะคว้ามัน และทำให้ดีที่สุด

“แน่นอนมันเหนื่อยน่ะ มันเกินวัย แต่เราเลือกแล้วไง แม่ผมเป็นคนสอนอะไรหลายๆ อย่าง ผมก็คิดด้วย มันมีคนอยู่เป็นล้าน ที่อยากมายืนอยู่จุดนี้ มีคนที่เหนื่อยกว่าเราเยอะมาก เค้ายังไม่บ่นเลย เราโชคดีมากที่ได้มาอยู่ตรงนี้ งั้นก็ต้องทำมันให้ดี ผมบอกตัวเองตลอด เวลาที่เหนื่อยๆ ผมไม่ค่อยท้อนะ ถ้าเหนื่อยก็กลับบ้าน หาอะไรทำ เดี๋ยวก็หาย มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ ความเหนื่อย ร่างกายมันกำลังไม่ไหว มันต้องการพักผ่อน ทำจิตใจให้ว่าง สักพักมันก็โอเค”
 


ไม่ได้คิดว่าใบปริญญาบัตรเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตั้งใจว่าจะเรียนให้ตรงกับสายงานที่ทำนี้มากถึงวันนี้แม้จะจบแค่ ม.6 แต่ชินก็ยังฝันที่อยากจะเรียนต่อ แต่ไม่ใช่ในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างคนอื่น เขากว่า เขาเชื่อว่าแม้จะไม่ได้ทำงานเบื้องหน้า ก็ยังมีงานเบื้องหลังให้ทำอยู่ ซึ่งแม่ก็สนับสนุนเต็มที่

“ผมอยู่กับแม่กับน้อง บ้านเดียวกัน สนิทกับแม่มากกว่า ตั้งแต่เข้าแกรมมี่เลย ผมก็อยู่กับแม่ตลอด แม่คอยดูแล มารับมาส่ง เป็นที่ปรึกษาที่ดีมากคนนึงในชีวิตผม คุยอะไรก็ได้ คือจะเรื่องผู้หญิง เรื่องงาน เรื่องเพื่อน ทุกอย่างจริงๆ ที่คุยกับแม่ แล้วแม่ก็คุยกับผมทุกอย่างด้วย มีเรื่องเครียดอะไรมา แม่ก็คุยกับเรา เหมือนกับปรึกษากันและกัน แม่ส่วนมากมีปัญหาก็มักจะมีกับคน ที่ทำงาน แม่ผมทำงานเกี่ยวกับคอมพ์ ถ้ามีปัญหาเรื่องคอมพ์ ไอที แม่ผมแก้ได้หมดทุกอย่างแล้ว แม่ผมเซียน แต่กับคนมันก็อีกแบบนึง เพราะคนมันไม่ตามระบบ มันจัดการยาก มันไม่เหมือนคอมพ์ แม่ผมว่าเฮ้ย ทำไมคนนี้มันเป็นงี้วะ ทำไมนะ แล้วผมมันก็ทำงานกับคนไง ผมเจอคนมาทุกรูปแบบในทุกที่ที่ผมไป แม่ผมจะเป็นคนเครียดง่าย เก็บทุกรายละเอียด เป๊ะ ส่วนผมจะเป็นคนค่อนข้างชิล คือเราสองคนจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป กับระบบผมก็จะไม่ค่อยคิดมาก ไม่อยากยุ่ง เอาสมองมาคิดอะไรที่มันติสท์ดีกว่า พอเราคุยด้วยกันมันก็จะมีบางอย่างที่คล้ายกัน บางอย่างก็จะคนละโลกเลย เราจะคุย อธิบาย วิเคราะห์ร่วมกัน บางทีมันก็ช่วยได้”

“จริงๆ แล้วผมเป็นคนใจเย็นนะ แม่ยังใจร้อนกว่าอีก ในบ้านผมกับพ่อจะเป็นคนใจเย็น บางเรื่องผมกับพ่อจะโกรธเลย ทั้งที่มันไม่น่ามีเรื่องเลย เมื่อก่อนแม่ผมก็ค่อนข้างโกรธเร็ว หายเร็ว หลังๆ ก็เริ่มปล่อยวาง คือไม่รู้จะเครียดไปทำไม ปล่อยวางดีกว่า แล้วแต่นะว่าบางทีแม่จะเป็นคนปลอบผม บางทีผมก็เป็นคนปลอบแม่ ผลัดกัน (หัวเราะ) ครอบครัวเรามีกันแค่ไม่กี่คน มีอะไรก็ต้องคุยกัน”
“มันอาจเป็นโชคชะตา ผมคิดนะ แต่ก็ไม่ได้หมกมุ่นหรอก ผมเพียงคิดว่าสิ่งที่เราเคยเจอมันถูกบางอย่างกำหนดไว้แล้ว การที่เราได้ร้องได้เต้น วันนึงมันกลายเป็นอาชีพ เราอยู่กับมันได้ มันรู้สึกหลังจากที่กลับมาทำ GJR ตอนทำ Big 3 ก็ไม่ได้คิดนะ เหมือนมันเด็กมาก ตอนแรกกลับมาก็ช่างใจว่าจะทำ ไม่ทำ คิดตลอด พอทำไปเรื่อยๆ มันเริ่มอิน เริ่มชอบ แล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย นี่มันสิ่งที่กูรักนี่หว่า มันเริ่มรู้สึกอย่างนั้น เริ่มรู้สึกว่า เออนี่มันคือสิ่งที่เราชอบจริงๆ นะ แล้วหลังจากนั้นพอได้มาออกอัลบัมเดี่ยวก็รู้สึกว่า เออ ใช่ว่ะ เราควรอยู่ตรงนี้จริงๆ แล้วหลังจากนั้นมันคือการฝึกฝนเพื่อที่เราจะทำมันได้ดีไง ผมว่าโชคชะตามันไม่ได้ลิขิตเราไว้ตลอดทางหรอก ถ้าคุณไม่กล้ากำหนดชีวิตตัวเอง”

No Comments Yet

Comments are closed

user's Blog!

49/1 ชั้น 4 อาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

49/1 4th floor, Phra-A-Thit Road, Chanasongkhram,Phanakorn Bangkok 10200

Tel. 02 629 2211 #2256 #2226

Email : mars.magazine@gmail.com

FOLLOW US ON

SUBSCRIBE