31 ส.ค. 2569

STYLE

ขอดเกร็ดประวัติศาสตร์-การเมือง จากหนังหม่อมน้อย

จากประกายเล็กๆ เรากลับไปสืบค้นข้อมูลอีกรอบ เกี่ยวกับเหตุการณ์ของบ้านเมืองในยุคสมัยต่างๆ ที่สามารถเชื่อมโยงกับฉากหลายฉากในหนังของหม่อมน้อย แน่นอนว่า ฉากเหล่านั้นอาจเป็นการพูดเพียงผ่านๆ ตามวิถีและชั้นเชิงของภาพยนตร์ แต่สำหรับคนดูผู้สนใจใฝ่ใจในความเป็นไปของบ้านเมือง เหตุการณ์ในหนังก็สามารถส่องสะท้อนถึงทั้งยุคสมัยและสถาการณ์ทางบ้านเมืองได้เช่นกัน

ขอดเกร็ดประวัติศาสตร์-การเมือง จากหนังหม่อมน้อย

สืบเนื่องจากบทความขนาดสั้นๆ แกะรอยการเมือง ในหนังหม่อมน้อย ที่เรานำเสนอไปก่อนหน้า เพื่อจุดประกายให้เห็นว่าผู้กำกับชั้นครู อย่าง “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” นั้น แบ่งปันความสนใจในด้านการเมืองให้กับคนดูผู้ชมอย่างไรบ้าง ผ่านผลงานยุคหลัง นับตั้งแต่ “ชั่วฟ้าดินสลาย” เป็นต้นมา จากประกายเล็กๆ เรากลับไปสืบค้นข้อมูลอีกรอบ เกี่ยวกับเหตุการณ์ของบ้านเมืองในยุคสมัยต่างๆ ที่สามารถเชื่อมโยงกับฉากหลายฉากในหนังของหม่อมน้อย แน่นอนว่า ฉากเหล่านั้นอาจเป็นการพูดเพียงผ่านๆ ตามวิถีและชั้นเชิงของภาพยนตร์ แต่สำหรับคนดูผู้สนใจใฝ่ใจในความเป็นไปของบ้านเมือง เหตุการณ์ในหนัง ก็สามารถเป็นต้นทางให้สืบค้นลงลึกต่อไปได้เช่นกัน เรามาดูกันว่า ในหนังยุคหลังของหม่อมน้อย มีริ้วรอยเหตุบ้านการเมืองยุคไหนอย่างไรบ้าง ช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 ในฉากหลังของภาพยนตร์อีโรติกแต่มีเสน่ห์อย่าง “จันดารา ปฐมบท” นั้น ถูกปูพื้นด้วยช่วงสมัยของรัชกาลที่ 6 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านทางช่วงพุทธศตวรรษที่ 2460 โดยมี บ้านวิสนันทเดชา เป็นฉากหลัง และเรื่องราวตลอดทั้งเรื่อง ก็เล่าเรื่องผ่านช่วงสมัยนี้ไปอย่างสมบูรณ์แบบ

ขอดเกร็ดประวัติศาสตร์-การเมือง จากหนังหม่อมน้อย

สภาพเบื้องหลังในช่วงสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์นั้น อาจจะเรียกได้ว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงต่อยอดมาจากรัชกาลก่อนหน้า (รัชกาลที่ 5 : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) อาทิ ให้มีการใช้พุทธศักราช (พ.ศ.), ประกาศการใช้พระราชบัญญัตินามสกุล พระราชบัญญัติการประถมศึกษาขึ้น กำหนดให้เด็กชายและเด็กหญิงทั่วราชอาณาจักรที่มีอายุตั้งแต่ 7-14 ปี เข้าเรียนในโรงเรียนโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน

ขอดเกร็ดประวัติศาสตร์-การเมือง จากหนังหม่อมน้อย

ในด้านศิลปวัฒนธรรมนั้น ช่วงสมัยนี้ เริ่มมีการแต่งกายที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ การแต่งกายของสตรี โดยเริ่มมีการนุ่งซิ่น และนุ่งผ้าถุง แทนที่การนุ่งด้วยโจงกระเบน และมีการไว้ผมยาวเกล้าเป็นมวย หรือผมบ๊อบแบบชาวตะวันตก ส่วนฝ่ายชาย มีการเปลี่ยนจากการนุ่งผ้าลอยชาย มาเป็นนุ่งกางเกงแพร ส่วนการแต่งกายยามทำธุระ จะเน้นเสื้อสูท เนกไทปมใหญ่ และมีเสื้อกั๊กสวมอยู่ แต่จะเน้นโทนสีขาว-ครีม รองเท้าครีม สวมหมวกเล็กน้อย พองาม หรือสวมเสื้อราชปะแตน และนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน อยู่บ้างในส่วนการแสดง ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคทองของโขน และละคร เลยทีเดียว เหตุการณ์ปฎิวัติ พ.ศ. 2475 ท่ามกลางงานปาร์ตี้ของกลุ่มชนชั้นสูง (หรือศัพท์ในปัจจุบัน ก็คงเป็นเหล่าบรรดาเซเลบริตี้) ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกแบบมีมารยาทนั้น จู่ๆ ความสงบเงียบงันก็ปกคลุมโดยพลัน ด้วยคณะนายทหารจาก “คณะราษฎร” เข้ามาขอควบคุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่งในงานดังกล่าว ผ่านทางเหตุการณ์ทางการเมืองที่คนไทยรู้จักกันดี คือ “การปฎิวัติ 2475” นั่นเอง

ขอดเกร็ดประวัติศาสตร์-การเมือง จากหนังหม่อมน้อย

เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยกลุ่มคณะราษฎร โดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นั้น เริ่มขึ้นจากการวางแผนอันยาวนานตั้งแต่ พ.ศ. 2470 ณ หอพักแห่งหนึ่ง บนถนน Rue Du Sommerard ประเทศฝรั่งเศส โดยคณะผู้ก่อการ 7 คน คือ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ร.ท.แปลก ขีดตะสังคะ (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี นายตั้ว ลพานุกรม หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) นายแนบ พหลโยธิน และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์)

ขอดเกร็ดประวัติศาสตร์-การเมือง จากหนังหม่อมน้อย

โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เริ่มขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดเวลาประมาณ 04.00 น. พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) และพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) ได้จัดกำลังไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม และค่ายทหารของกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ตามสำดับ โดยทางพระยาทรงฯ ใช้อุบายว่า มีการลุกฮือของชาวจีนเกิดขึ้นในพระนคร จนสามารถรวบรวมกองกำลังทหารได้เป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงทหารในพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมกับผู้ก่อการเช่นกัน เนื่องจากพวกเขาได้รับคำสั่งว่าจะมีการฝึกซ้อมในก่อนหน้านี้

ขอดเกร็ดประวัติศาสตร์-การเมือง จากหนังหม่อมน้อย

ต่อมาในเวลา 06.00 น. มีทหารราบและทหารม้ามาถึงลานพระราชวังดุสิตหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมแล้ว พระยาพหลพลพยุหเสนาก็ปีนขึ้นไปบนยอดรถหุ้มเกราะคันหนึ่งและอ่าน “ประกาศคณะราษฎร” ซึ่งเป็นแถลงการณ์ประกาศถึงจุดจบของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการสถาปนารัฐอันมีรัฐธรรมนูญขึ้นในสยาม ผู้ก่อการเปล่งเสียงด้วยความยินดี ท่ามกลางกองทหารชั้นผู้น้อย ซึ่งฝ่ายผู้ก่อการได้เข้าควบคุมตัวสมาชิกระดับสูงคนอื่นๆ ในรัฐบาลและพระบรมวงศานุวงศ์ โดยเฉพาะ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ถูกจับกุมขณะทรงฉลองพระองค์บรรทมอยู่เลย ซึ่งการก่อการดังกล่าวนี้ ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 3 ชั่วโมง เหตุการณ์กรณีพิพาทอินโดจีน กับ นโยบายรัฐนิยมของ จอมพล ป. ฉากหลังของยุคสมัยดังกล่าวนี้ ถ้าเรียกเป็นภาษาหนัง อาจจะเรียกว่า “2 เรื่องควบ” ก็ว่าได้ เพราะมันโผล่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” และ “จันดารา ปัจฉิมบท” ตามลำดับ กล่าวคือ ในเรื่องแรก ฉากเหตุการณ์เรียกร้องทวงดินแดนคืนฝรั่งเศสของนักศึกษาในพระนคร และฉากงานเลี้ยงของท่านผู้นำ ส่วนเรื่องหลัง เป็นฉากที่จันดารา กลับเข้าไปอยู่ในบ้านวิสนันท์เดชา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ระเบิดกรุงเทพฯ ของฝ่ายสัมพันธมิตร

ขอดเกร็ดประวัติศาสตร์-การเมือง จากหนังหม่อมน้อย

ช่วงสมัยภายใต้การปกครองของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงสมัยแรก (2481-2487) นั้น ในแง่ของทางประวัติศาสตร์นั้น มันคาบเกี่ยวกับเหตุการณ์สงครามโลก ครั้งที่ 2 พอดี กล่าวคือ ในกรณีพิพาทอินโดจีน ระหว่างประเทศไทย กับฝรั่งเศส ที่มีปัญหากันเรื่องดินแดนอินโดจีนของฝ่ายหลัง ซึ่งเคยเป็นดินแดนของฝ่ายแรกในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยต่อมา กรณีพิพาทนี้สิ้นสุดลง ด้วยทางฝ่ายฝรั่งเศสประสบกับความพ่ายแพ้ต่อนาซีเยอรมัน ใน พ.ศ. 2483 ซึ่งส่งผลให้พื้นที่อินโดจีนของฝรั่งเศสนั้นถูกตัดขาดจากโลกภายนอก บวกกับการที่ญี่ปุ่นทำการยึดครองดินแดน ทำให้ฝรั่งเศสถูกบีบให้ยกดินแดนคืนให้ไทย ผ่านทางอนุสัญญาสันติภาพที่กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ซึ่งผลของสนธิสัญญาฉบับนี้ ทำให้ฝ่ายไทยได้ดินแดนพิพาทมาอยู่ในปกครอง และจัดตั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครจัมปาศักดิ์, ลานช้าง พิบูลสงคราม และจังหวัดพระตะบอง ซึ่ง 4 จังหวัดดังกล่าวอยู่ภายใต้การปกครองของไทย จนถึง พ.ศ. 2488 พื้นที่พิพาทนี้ก็กลับไปเป็นดินแดนของฝรั่งเศสตามเดิม เนื่องจากสิ้นสุดสงคราม

ขอดเกร็ดประวัติศาสตร์-การเมือง จากหนังหม่อมน้อย

ขณะที่นโยบายเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมนั้น จอมพล ป. ตัดสินใจจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2485 เพื่อเป็นการจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยประเทศทั่วไป ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด โดยการประกาศรัฐนิยมฉบับต่างๆ อาทิ สั่งห้ามประชาชนกินหมากโดยเด็ดขาด ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงแทน ให้สวมหมวก สวมรองเท้า ไม่ส่งเสริมศิลปะและดนตรีไทยเดิมแต่ส่งเสริมดนตรีสากล ฯลฯ โดยมีคำขวัญในสมัยนั้นว่า “มาลานำไทยสู่มหาอำนาจ”

ขอดเกร็ดประวัติศาสตร์-การเมือง จากหนังหม่อมน้อย

นอกจากนี้ การประกาศดังกล่าว ยังรวมถึงการวางระเบียบการใช้คำแทนชื่อเป็นมาตรฐาน เช่น ฉัน, ท่าน, เรา มีคำสั่งให้ข้าราชการกล่าวคำว่า “สวัสดี” ในโอกาสแรกที่พบกัน และมีการตัดตัวอักษรที่ออกเสียงซ้ำกันจึงมีการเปลี่ยนแปลงการสะกดคำมากมาย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ เขียนเป็น กระซวงสึกสาธิการ เป็นต้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ จอมพล ป. ก็พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นโยบายรัฐนิยมก็ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย อักขรวิธีภาษาไทยได้กลับไปใช้แบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมที่สังคมไทยเริ่มรับมาจากตะวันตกหลายรูปแบบในขณะนั้น ยังคงอยู่ต่อมาแม้ว่าจะไม่มีการบังคับใช้ตาม “รัฐนิยม” อีกต่อไป และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยสมัยใหม่ไปแล้ว <<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

อัปเดตหลากหลายเรื่องราวข่าวสาร สาระบันเทิงได้ที่แฟนเพจ mars magazine