Marsmag.net

“เต็มที่กับทุกวินาทีที่โอกาสผ่านเข้ามา” ‘อิงฟ้า วราหะ’ หมอทำขวัญนาคสาวสวย เซ็กซี่


ตอนเดินสายขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงตามงานวัด ซึ่ง ‘ฟ้า-อิงฟ้า วราหะ’ บอกว่าเธอเริ่มต้นตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ จนถึงเวทีใหญ่อย่างเดอะวอยซ์ และเดอะ สตาร์ เธอไม่ใช่ผู้ชนะทุกเวที แต่การเป็นผู้พ่ายแพ้มานับครั้งไม่ถ้วน กลายเป็นสิ่งที่บอกว่าหัวใจของเธอรักการเป็นนักร้องเพียงไหน ดังนั้นไม่ว่าแพ้หรือชนะ เธอจึงเต็มที่กับทุกวินาทีที่โอกาสผ่านเข้ามา ขณะเมื่อเธอสวมบทบาทเป็น ‘หมอทำขวัญนาค’ ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่เธอรัก เธอมักจะถูกตั้งคำถามว่าเด็กไปหรือเปล่า? เหมาะสมไหม? คุณเป็นหมอขวัญที่เซ็กซี่ไปหรือเปล่า? เธอบอกว่า เมื่อต้องทำหน้าที่ในพิธี กาลเทศะ การแต่งตัวให้เหมาะสมคือสิ่งที่ต้องตระหนัก แต่เมื่อใช้ชีวิตประจำวัน การแต่งตัวสวยและเซ็กซี่ในแบบที่ชอบและเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องผิด… mars ชวนไปคุยและทำความรู้จักกับน้องอิงฟ้า หมอทำขวัญนาคสาวสวย เซ็กซี่คนนี้


รู้จักอิงฟ้าจากการเป็นหมอทำขวัญนาค ขณะเดียวกันอิงฟ้าก็มี ‘เดอะวอยซ์’ ต่อท้ายด้วย ผ่านเวทีการประกวดมาเยอะไหม

เราเริ่มต้นเดินสายประกวดตามงานวัด งานกาชาด ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ตัวยังเล็กๆ ชนะบ้าง แพ้บ้าง มีหยุดพักไปช่วงที่คุณพ่อเสีย แล้วพอโตมาก็อยากออกทีวี เลยไปสมัครตามรายการของช่องเคเบิลท้องถิ่น ออกมาหลายรายการ ก่อนประกวดที่เดอะวอยซ์ เราเคยไปรายการระดับประเทศอีกรายการหนึ่ง คือเดอะ สตาร์ แต่ว่าไม่ได้ผ่านเข้ารอบ ถ้านับเป็นตัวเลขคงผ่านการประกวดมาเยอะมาก นอกจากประกวดแล้ว ก่อนจะมาถึงวันนี้เราได้ลองทำมาหลายอย่างพอสมควร ทั้งการเป็นพนักงานออฟฟิศ คนขายกาแฟ เป็นนางแบบ เป็นนักร้อง เป็นหมอทำขวัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แต่สิ่งที่ชอบที่สุดคิดว่าเป็นงานทำขวัญนาคและการร้องเพลง

การไม่ได้เป็นผู้ชนะในการแข่งขัน ทำให้เรารู้สึกอย่างไร

แน่นอนว่าแรกๆ เราจะผิดหวัง หรือว่าเราแพ้จนชินมันเลยเลิกเจ็บก็ไม่รู้ แต่พอเราเติบโตขึ้นมา ได้เรียนรู้ จะเริ่มคิดกับตัวเองว่า เรากำลังทำเพื่อคนข้างหลัง ทำเพื่อพ่อแม่ อาจไม่ต้องชนะทุกครั้ง แม้แพ้บ้างเราก็ยังอยู่ในเส้นทางที่เราฝัน แล้วมันก็ยังดูแลเรา เป็นปากเป็นเสียงแทนการพัฒนาตัวเองของเรา ครอบครัวมองเห็นได้ว่าเราไม่ยอมนะ พอเราได้ทำเต็มที่ในทุกโอกาส การแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย


“การเป็นผู้แพ้บางทีไม่ได้บอกว่าเราทำไม่ดี เราอาจดีแล้วแต่ในขณะนั้นมีคนที่ทำได้ดีกว่า ดังนั้นไม่ว่าแพ้หรือชนะ ขอให้เต็มที่กับทุกวินาทีที่โอกาสผ่านเข้ามา”

หากเทียบกับการดำเนินชีวิต การพ่ายแพ้มันช่วยสอนอะไรเรา

ในเวทีล่าสุดที่ทุกคนรู้จักเรา เราไม่ได้ชนะนะ เราตกรอบ แต่ทุกครั้งเมื่อเราแพ้ มันจะมีคำหนึ่งที่พ่อสอนผุดขึ้นมาตลอดว่า ในทุกเรื่องที่เราเสียใจหรือผิดหวัง ให้มองหาข้อดีซึ่งมีอยู่ในนั้นเสมอ การเป็นผู้แพ้บางทีไม่ได้บอกว่าเราทำไม่ดี เราอาจดีแล้วแต่ในขณะนั้นมีคนที่ทำได้ดีกว่า ดังนั้นไม่ว่าแพ้หรือชนะ ขอให้เต็มที่กับทุกวินาทีที่โอกาสผ่านเข้ามา แล้วเราคนนั้นที่แพ้จะไม่ใช่คนที่เสียใจ

ทำไมถึงมาเป็นหมอทำขวัญนาคได้

ตอนเรียนมัธยมปลาย มีวิชาเรียนร้อยแก้ว ร้อยกรอง มีเวทีประกวดขับเสภา แล้วตอนนั้นเราอยู่กับแม่บุญธรรมซึ่งท่านรู้จักหมอทำขวัญนาค ก็แนะนำให้ไปฝึกไปลอง พอได้ทำแล้วรู้สึกชอบเหมือนเจอสิ่งที่ถนัด หัดแค่สัปดาห์เดียวได้ทำงานจริงเลย ปรากฏว่าทางเจ้าภาพชอบมาก หลังจากนั้นได้ทำงานนี้เรื่อยมา ถ้าใครไม่รู้ว่าทำขวัญนาคคืออะไรเราจะบอกง่ายๆ คือการทำขวัญนาคจะเป็นพิธีการบวงสรวงเทวดา เบิกบายศรี การขอขมากรรมของนาค ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้ หมอทำขวัญอย่างเราจะทำหน้าที่สอนนาค กล่อมนาค เล่าเรื่องราวชีวิตของเขาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง


วันแรกที่ได้ลงงานหมอทำขวัญนาครู้สึกยังไง

ปกติมาก มันไม่อายนะคะ แต่เราจะรู้สึกไม่ดีหากเจ้าภาพเขาไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดจากเรา พอเป็นสิ่งที่เรารักเราชอบ มันก็สลัดความตื่นเต้นไปได้ไม่ยาก แล้วการทำขวัญนาคตอนแรกเราไม่ได้ยึดเอาไว้เป็นงานหลัก เราเลยไม่ได้กังวลใจว่าหากวันหนึ่งงานมันลดลงเราจะเดือดร้อน แต่อาชีพหมอทำขวัญในปัจจุบันเหลือคนทำอยู่น้อย พิธีนี้คนก็ไม่ให้ความสนใจมากแล้ว แต่เรายังอยากให้ช่วยกันสืบสานเอาไว้ เพราะไม่ได้มีทุกประเทศทั่วโลก แล้วถ้าคนหนุ่มสาวมีความสามารถในด้านนี้ได้ก็จะดี เพราะไม่ใช่แค่มันโบราณ แต่เป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และเป็นอาชีพที่สามารถหากินได้

มีคำถากถางในทางลบบ้างไหมที่ผ่านมา

ไม่น้อยเลย คือพอเราเป็นหมอทำขวัญ จะถูกตั้งคำถามว่าเด็กไปหรือเปล่า เหมาะสมไหม เหมือนสังคมมีชุดความคิดว่าหมอทำขวัญต้องเป็นคนมีอายุ นุ่งขาวห่มขาวทั้งชีวิต มีประสบการณ์อะไรมาในระดับหนึ่งแล้ว ความคิดเห็นด้านลบที่เจอบ่อยเลยคือ คุณเป็นหมอทำขวัญนาคที่เซ็กซี่ไปหรือเปล่า มันดูไม่ขลัง ตรงนี้ก็เลยอยากบอกว่ามันไม่เกี่ยวกัน การที่เราเซ็กซี่นั่นเป็นชีวิตประจำวันของเรา แต่พอเราอยู่ในพิธี เราก็แต่งตัวให้สมเกียรติทั้งกับประเพณีวัฒนธรรมและกับเจ้าภาพ ทั้งการแต่งกาย ภาษา อวัจนภาษา เราตระหนักทุกวินาทีว่าเรากำลังทำหน้าที่ มีกาลเทศะ เราไม่จำเป็นต้องละทิ้งตัวตนเราเพื่อรักษาอะไรไว้เพียงอย่างเดียว เราชอบเป็นผู้หญิงที่สวย เซ็กซี่ แต่งตัวเก่ง แต่ไม่ผิดนี่ถ้าเราจะสามารถข้ามมารับผิดชอบหน้าที่การงานได้ โดยการวางสิ่งที่เป็นไว้ข้างหลัง


“เราตระหนักทุกวินาทีว่าเรากำลังทำหน้าที่ มีกาลเทศะ เราไม่จำเป็นต้องละทิ้งตัวตนเราเพื่อรักษาอะไรไว้เพียงอย่างเดียว เราชอบเป็นผู้หญิงที่สวย เซ็กซี่ แต่งตัวเก่ง แต่ไม่ผิดนี่ถ้าเราจะสามารถข้ามมารับผิดชอบหน้าที่การงานได้ โดยการวางสิ่งที่เป็นไว้ข้างหลัง”

วันนี้อิงฟ้านิยามตัวเองไว้อย่างไร

เป็นผู้หญิงคิดบวก พยายามมองหาข้อดีของทุกอย่างเสมอ เช่นถ้าเราถูกแสดงความเห็นในด้านลบมากๆ นั่นก็แสดงว่ายังมีคนสนใจเรา มองเห็นเรา ถ้าคนเหล่านั้นไม่สนใจ เขาจะมาเสียเวลามีความคิดเห็นด้วยทำไม พอคิดบวกไว้แล้วชีวิตเราจะดีขึ้น ต้องเข้าใจว่าพอเวลามีคนชอบ มันต้องมีคนไม่ชอบมาเป็นของคู่กัน ถ้าเราต้องนั่งอธิบายให้คนไม่ชอบฟัง โดยที่เขาไม่รู้สึกถึงคุณค่าในสิ่งที่เราทำมันก็เท่านั้น ไม่มีความหมาย เราจึงเลือกจะขอบคุณคนที่ชื่นชม แนะนำ ให้กำลังใจเรามากกว่า แล้วอีกอย่างฟ้าคือคนที่เป็นตัวของตัวเอง เพราะอย่างบางคนที่พอเวลามีกระแสด้านลบ เช่นภาพที่ลงภาพนี้ดูโป๊เกินงาม เขาอาจจะลบทิ้ง แต่สำหรับเรา ไม่ได้จะแก้ไขอะไรตามกระแสมาก เพราะนั่นเป็นตัวเราแล้วไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเลย


มีสเป็คคนจะมาเป็นแฟนเราไว้ไหม

คือในชีวิตประจำวันเราเหนื่อยอยู่แล้ว กับการงาน ครอบครัว สังคม ดังนั้นการมีแฟนคนหนึ่งไม่ควรจะมาทำให้เราเหนื่อยหรือเครียดเพิ่มไปกว่าเดิม ที่ผ่านมาไม่เคยคาดหวังเรื่องความรัก เพราะมันไม่เคยจะคาดหวังได้ หัวใจของคนเรามันเปลี่ยนตลอด วันนี้รักพรุ่งนี้เลิกก็มี สำหรับคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต เราไม่ได้มีสเป็ค แต่ถ้าจะให้เราประทับใจต้องเป็นคนที่ปีนี้เป็นแบบไหน ปีหน้าเป็นแบบนั้น เคยทำแบบไหนให้เรา ก็ทำแบบนั้นต่อไปโดยไม่ต้องร้องขอ คือพอเราเริ่มโต จะรู้สึกว่าเรื่องเนื้อคู่ของชีวิตหน้าตาไม่ได้สำคัญเลย เราชอบคนที่ใส่ใจ และเสมอต้นเสมอปลายมากกว่า


“ที่ผ่านมาไม่เคยคาดหวังเรื่องความรัก เพราะมันไม่เคยจะคาดหวังได้ พอเราเริ่มโตจะรู้สึกว่าเนื้อคู่ของชีวิตหน้าตาไม่ได้สำคัญเลย เราชอบคนที่ใส่ใจ และเสมอต้นเสมอปลาย”

ถ้าวันนี้ขอบคุณตัวเองได้

ก็อยากขอบคุณที่ไม่ดูถูกตัวเอง ต่อให้คนอื่นจะดูถูกเรายังไงก็ตาม ถ้าเราเก็บทุกคำพูดของทุกคนมาโยนถมไว้ในใจ มันคงรู้สึกแย่ รู้สึกเครียด ไม่มีความสุข จริงๆ แล้วฟ้าคุยกับตัวเองทุกวัน การให้กำลังใจตัวเอง โดยที่ไม่ต้องรอใครมาให้กำลังใจเป็นเรื่องต้องทำ เผื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้าภูมิคุ้มกันของเรามันจะช่วยให้เรารอดพ้นจากภัยของหัวใจ


มีอะไรที่ไม่ได้ถามแต่อยากบอกไหม

อยากพูดถึงเรื่องการใช้สื่อ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียในมือทุกคน มีอะไรขอให้อย่าเพิ่งด่วนสรุป แล้วใจเย็นๆ เมื่อเครื่องมือนี้มีความสำคัญมากต่อชีวิต ก็อยากให้มีสติในการจะแสดงความคิดเห็น แชร์ หรือไปกระทำการดูถูกเหยียดหยามความคิดคนอื่น สำหรับเราไม่ได้สนใจก็จริง แต่ยังมีคนอีกมาก ที่พอเวลาเจอกระแสด้านลบกับตัวเองแล้วรับไม่ได้ ทำร้ายตัวเอง จึงอยากฝากให้ช่วยกันไตร่ตรอง ก่อนจะแสดงความคิดเห็นลงไป ไม่ใช่แค่เอาสนุกปากหรือทำไปตามกระแส เพราะบางครั้งถ้ากระแสมันถาโถมเข้ามา คนที่ได้รับผลกระทบก็อาจจะรับไม่ไหว บางคนอาจจะมองว่าไม่สำคัญ แต่สำหรับเราสำคัญมาก บางคนออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ โดยไม่ได้ย้อนกลับไปดูภาพลักษณ์ตัวเองเลย ทำให้คนรุ่นหลังรู้สึกว่าคนอื่นทำได้ ใครๆ ทำได้ ทำไมฉันจะทำบ้างไม่ได้

มองตัวเองหลังจากนี้ไว้อย่างไรบ้าง

อยากหาความสุขให้ตัวเอง วันนี้ไม่ใช่จะไม่มีความสุขนะ แต่มันยังเป็นความสุขเพียงครึ่ง ซึ่งเหมือนเราแบกความสุขของอีกหลายคนไว้ด้วย ในอนาคตอยากทำธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วการได้เห็นเวลาคนอื่นสนุก มีความสุขกับเราตอนเราร้องเพลง มันก็มีความสุขนะ จะพยายามเป็นอิงฟ้าที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนแน่นอน…



ขอบคุณภาพถ่ายบางส่วนจาก FB Engfa Waraha