ปลายปี 2560 หนึ่งในมาตรการช้อปช่วยชาติก็คือการเที่ยวอาบอบนวดแล้วใช้ใบเสร็จมาลดหย่อนภาษี …ต่อมาต้นปี 2561 มีการทลายแหล่งอาบอบนวดครั้งใหญ่ และต่อเนื่องอีกหลายๆ แห่งทั่วประเทศ ซึ่งแน่ชัดว่าถูกตั้งข้อหาลักลอบค้าประเวณี ค้ามนุษย์ และอีกหลายข้อหายาวเป็นหางว่าว แต่ที่ยาวกว่านั้นคือบัญชีส่วยที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่รัฐ!

ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นภาพย้อนแย้งของธุรกิจค้าประเวณีในไทย ซึ่งด้านหนึ่งเรายอมรับกลายๆ ว่ามีอยู่(โดยใช้ธุรกิจอาบ อบ นวดบังหน้า รวมไปถึงคลับบาร์คาราโอเกะ ฯลฯ) ส่วนอีกด้านก็คือความผิดทางกฎหมายที่ต้องมีการกวดขันจับกุมอย่างเคร่งครัด และจริงจัง ซึ่งใต้พรมความผิดนั้นยังเต็มไปด้วยเรื่องของส่วยสารพัด
นั่นจึงกลายเป็นที่มาของคำถาม(อีกครั้ง)ว่า…ควรจะทำให้การค้าประเวณีเป็นอาชีพถูกกฎหมายหรือไม่?และเราจะได้อะไรถ้าการขายบริการทางเพศเป็นเรื่องถูกกฎหมาย?
และหนึ่งในผู้ที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ตรงสุดก็คือ ‘จันทวิภา อภิสุข’ ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์(ส่งเสริมโอกาสผู้หญิง) ซึ่งผลักดันให้การค้าประเวณีในไทยได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายและสิทธิเฉกเช่นอาชีพอื่นๆ

ทำไมถึงต้องทำให้โสเภณีไทยถูกกฎหมาย
ถ้าจะย้อนไปมันไม่เคยมีกฎหมายคุ้มครองมาก่อน อย่างที่คนเข้าใจคือมันเป็นอาชีพที่เก่าแก่ แต่ทำไมรัฐบาลนี้จะทำให้มันหมดไป แล้วมันจะหมดไปหรือเปล่าในเมื่อคนที่จะจับ คือคนที่ร่างกฎหมายเมื่อตอนกลางวัน แต่พอตอนกลางคืนคือคนที่เขาเรียกกันว่าป๋า เรียกว่าเฮีย เรียกว่าพี่ มันสะท้อนให้เห็นว่าพูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง
ข้อดีอีกอย่างของการถูกกฎหมายคือตำรวจไม่จับ แต่ข้อนี้ก็ยังมีการเปรียบเทียบกันว่าระหว่างจ่ายส่วยไปแล้วผ่านทุกอย่างกับถูกต้องตามกฎหมายแต่ต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายเป็นสิบๆ อย่าง ซึ่งสรุปว่าคนทำอาชีพนี้ไม่เอา ในประเทศเพื่อนบ้านที่มีกฎหมายนี้เหมือนกันและเขาก็ไม่เอา เพราะว่าถ้าถูกกฎหมายมันจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดหรือว่าโซนนิ่ง ถ้าไปขายนอกโซนก็ผิด
ข้อเสียของการที่ทำให้ถูกกฎหมายคือมันมีข้อปฏิบัติที่ทำไม่ได้ แล้วข้อเสียอีกอย่างก็คือเจ้าหน้าที่ใช้เป็นช่องทาง ถ้ามีผู้กระทำผิดก็หาประโยชน์เข้าตนเอง เรียกว่าเก็บส่วย เราจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่บุกทลายอาบอบนวดนาตาลี หรือวิคตอเรียซีเคร็ท เราก็ได้เห็นโพยส่วยซึ่งมีหน่วยงานราชการหลายหน่วย แต่ก็ตามจับไม่ได้ แล้วก็มีข้อมูลการรูดเครดิตการ์ดซึ่งเป็นเอกสารที่มีตัวตนก็จับไม่ได้เหมือนกัน

เท่าที่ฟังมาเหมือนกับว่าเราไม่ยอมรับเรื่องนี้แต่เราก็ปิดตาข้างหนึ่งไว้
เลยไม่รู้จะแก้ว่าปัญหาการค้าประเวณีจะเป็นการแก้ปัญหาสังคมหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นการแก้ปัญหาสังคม มันต้องใช้บรรทัดฐานในการแก้เหมือนกับปัญหาสังคมอื่นๆ แล้วถ้าอยากจะให้ถูกกฎหมาย ก่อนจะเป็นกฎหมายก็เรื่องทัศนคติของคน ผิดลูกเมียคนอื่นไม่เป็นไร ซึ่งไม่เป็นไรเรื่องนี้ก็อย่าไปคิดเรื่องกฎหมายเลย

มันเกี่ยวไหมที่เราไม่ยอมรับไม่ทำให้ถูกกฎหมายเพราะผิดหลักศีลธรรมในศาสนา
ศาสนานี่พูดยากนะ อย่างในเรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตยังมีเรื่องสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่กันอยู่ แล้วการที่ไปนอนกับผู้หญิงคนอื่นไม่ได้เป็นการผิดลูกเมียเพราะเขาไม่ได้บอกว่าให้พี่เลิกกับเมียของพี่แล้วมาอยู่กับหนู เพราะเขาขายบริการ จ่ายเงินแล้วก็แล้วกันไปจำไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วทุกคนนั้นมีจรรยาเพศ คือเขาจะไม่บอกชื่อลูกค้าว่าเคยไปกับลูกค้าคนไหน ทุกๆ คนจะเป็นอย่างนั้น เพราะนี่คือธุรกิจที่ซื้อขายกัน ซื้อขายเสร็จก็จบกัน

30 กว่าปีที่ผลักดันในเรื่องให้หญิงขายบริการมีกฎหมายรองรับ ณ วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
30 กว่าปีไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนะ มันมีอยู่นิดเดียวคือผู้สื่อข่าวเปลี่ยนคำพูดตามเรา จากโสเภณี เป็นพนักงานบริการ แต่ว่ารัฐบาลยังไม่เปลี่ยน คนทั่วไปก็ยังเรียกแบบนี้อยู่สังคมไม่ยอมรับเรื่องแบบนี้ ตราบาปก็ยังอยู่ ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนให้ถูกกฎหมายนะ แต่เรื่องตราบาปในอาชีพแบบนี้ สังคมไม่มีทางยอมรับได้

เพราะไม่ได้มองว่าเป็น‘อาชีพ’ อาชีพหนึ่งของโลกด้วยซ้ำใช่ไหม
ถึงแม้ว่า ILO (International Labour Organization) หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศจะยอมรับว่าอันนี้เป็นงานดี นั่นหมายถึงสามารถมีรายได้ไปใช้จ่ายในครอบครัวได้ เลี้ยงครอบครัวได้ งานดีก็คืองานที่ปลอดภัย แต่ว่าสังคมก็ทั่วไปก็ยังไม่ยอมรับ

ในต่างประเทศที่เขาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เขายอมรับอาชีพพนักงานขายบริการมากน้อยแค่ไหน
ในต่างประเทศยอมรับมากกว่า อย่างเช่นคณะกรรมการขจัดความไม่เท่าเทียมเขาขอร้องว่าไม่ให้ตำรวจไทยทำร้ายผู้หญิงเพราะขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การทำร้ายผู้หญิงคือการทำร้ายชีวิตหนึ่งเหมือนกัน แล้วก็เห็นว่าต้องได้รับการปกป้องต้องได้รับความยุติธรรมเหมือนกับเพศอื่นๆ
กฎหมายมนุษยชนบ้านเรามีมากว่า 13-14 ปีแล้ว หลักเกณฑ์กับงานบริการต้องมีเรื่องสิทธิมนุษยชนเข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้ต่างประเทศเขายอมรับ แต่ว่าตำรวจไทยระดับผู้ปฏิบัติงานยังรู้ไม่หมด
ถามว่าเขาไม่ตั้งใจจะรู้หรือเปล่าอันนั้นไม่ทราบนะ เพราะเราไปบังคับให้ทุกคนรู้กฎหมายไม่ได้ คนที่ร่างกฎหมายต้องมีหน้าที่ที่ทำให้กฎหมายเป็นที่รู้จักกัน แล้วทีนี้เจ้าหน้าที่ไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะรู้กฎหมาย

ปี พ.ศ. 2561 เรากำลังก้าวไปสู่ความเป็นไทยแลนด์ 4.0 คุณมองว่าการพัฒนาที่เรากำลังก้าวไปและอาชีพขายบริการมีทิศทางร่วมกันได้หรือไม่อย่างไร
คนที่มาทำงานระยะนี้เราจะเจอแรงงานข้ามชาติเยอะ ที่เข้ามาเมืองไทยเยอะเพราะหนีความไม่เป็นธรรมในเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศตัวเอง สองคืออยากให้มีชีวิตดีขึ้น สามคืออยากดูแลครอบครัวให้ปกติสุข ทีนี้เมืองไทยก็ไม่ได้เปิดรับแรงงานข้ามชาติทุกคน แรงงานยังไม่ได้รับสิทธิแบบคนไทย เพราะฉะนั้นการที่จะไปทำงานที่ไหนๆ ก็ค่อนข้างยาก แล้วยิ่งเข้ามาผิดกฎหมายก็ต้องไปทำงานผิดกฎหมายด้วยซึ่งงานขายบริการไม่ได้ต้องการหลักฐานอะไรเยอะ เข้าง่ายออกง่าย แล้วตอนนี้รัฐบาลไทยยังให้ผิดกฎหมายอยู่ใช่ไหม เมื่อเป็นธุรกิจสีเทาก็ย่อมมีผู้มีอิทธิพลที่เป็นเจ้าของธุรกิจได้ และมีเจ้าหน้าที่ของไทยเกี่ยวข้องอยู่เยอะ

ตอนนี้จำนวนผู้ขายบริการมีมากน้อยแค่ไหน
ไม่น้อยกว่า200,000 คน อันนี้รวมถึงแรงงานข้ามชาติด้วย คนไทยนั้นจะทำงานในจังหวัดที่ตัวเองไม่ได้เกิด ส่วนจังหวัดชายแดนหรือจังหวัดท่องเที่ยวส่วนมากจะเป็นแรงงานต่างชาติ จำนวนคนไทยที่อยู่ที่ราว 30% อีก 70% เป็นต่างชาติ แต่ที่ศูนย์ของเราที่เชียงใหม่นั่นคนต่างชาติ 95%

เท่าที่สัมผัสมาล่าสุดเขามองอาชีพนี้อย่างไรบ้าง
เขามองว่าเป็นงาน พอถึงเวลาก็ไปทำงาน พอหมดเวลาก็กลับบ้าน เหมือนงานทั่วไป แต่ถ้าเกิดไปทำงานเป็นแม่บ้านนี่ 24 ชั่วโมงแทบไม่ได้พักเลย เดี๋ยวคุณผู้ชายมาต้องเปิดปะตู เดี๋ยวคุณผู้หญิงไม่อยากเลี้ยงลูกก็ต้องเลี้ยงลูกให้เขาอีก แต่ทว่างานนี้มันเข้า 6 โมงเย็นออก 6 โมงเช้า และรายได้ดี
เรื่องปัญหาร้ายแรงในอาชีพนี้ก็คือเขาพยายามดึงให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด คนที่ทำงานจะไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเท่าไหร่ แต่ลูกค้าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาก แล้วอาจจะถูกใช้ให้เป็นเหยื่อ อย่างที่สองคือความรุนแรงที่เกิดขึ้น เนื่องจากมันผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่นเวลาขี่มอเตอร์ไซค์ติดไฟแดงอยู่ก็จะโดนตำรวจจับ ไม่ใช่เพราะไม่ใส่หมวกแต่เป็นเรื่องแต่งกายไม่เหมาะสม แล้วเขาก็จับกันที่เมืองพัทยา อีกอย่างคือเรื่องถุงยางอนามัย ความจริงถุงยางอนามัยเป็นสิ่งที่แจกฟรีจากกระทรวงสาธารณสุข แต่ตำรวจก็ใช้เป็นหลักฐานในการชี้ว่าจะไปขายบริการ พอตรวจเจอในกระเป๋าสตางค์ก็อ้างว่าขายบริการ
ถุงยางได้รับมาฟรีเพื่อป้องกันโรคตามโครงการต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข มันใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ ถ้าเป็นหลักได้ฐานได้หมอที่กระทรวงก็ผิดหมดสิ(หัวเราะ)
เดี๋ยวนี้ก็มีนักศึกษาพกแล้วโดนจับนะ เจ้าหน้าที่ถามว่าขายออนไลน์ขายทางเน็ตหรือเปล่า ถุงยางกลายเป็นหลักฐานว่าขายบริการทั้งที่เรารณรงค์กันให้ป้องกันโรคติดต่อ

ใครที่ผลักดันให้ถูกกฎหมายมากสุดระหว่างเพศชายกับเพศหญิง
เพศชายมากกว่า เพราะเขาคงคิดว่าคนขายบริการถูกกฎหมายแล้วตัวเองก็จะถูกด้วยเมื่อทำกิจกรรม

ในอีก 20 ปีข้างหน้ามีความเป็นไปได้ไหมว่าสังคมจะยอมรับอาชีพขายบริการ เป็น‘อาชีพ’ อาชีพหนึ่ง
เรื่องแบบนี้ต้องเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับการประกาศนโยบาย รัฐบาลต้องบอกว่าอาชีพนี้ถูกกฎหมาย และสามารถเอาชื่อของเราไปกู้เงินให้ลูกเรียนได้ ไปซื้อบ้านซื้อรถได้ รวมถึงวีซ่าต่างๆ ก็ต้องเอาออกด้วย มันมีเจ้าหน้าที่ไทยแสตมป์พาสปอร์ตคนต่างชาติที่เข้ามาขายบริการว่าห้ามเข้าประเทศเป็น 100 ปี เขาก็ไม่แคร์ เขาไปเปลี่ยนชื่อนามสกุลแล้วทำพาสปอร์ตใหม่

ถ้าวันหนึ่งทำให้คนขายบริการถูกกฎหมายได้จริงๆ มันจะแก้เรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ไหม
คำถามนี้มันหลายเรื่องนะ ค้ามนุษย์ก็อีกอัน ขายบริการก็อีกอัน อย่างสมมุติว่าอาชีพนี้ไปขึ้นกับกรมแรงงานคงมีคนยอม แต่ถ้าจดทะเบียนสังคมก็ยังไม่ยอมรับ มันก็ไม่ได้แก้ที่ตราบาป อาจจะหนักขึ้นด้วย มันเหมือนการตีตรา
มันอยู่ที่นโยบายที่ว่าเราจะแก้อะไร แก้ปัญหาสังคมต้องดูว่าตัวปัญหามันอยู่ตรงไหน ปัญหาเศรษฐกิจไม่ต้องแก้ เพราะว่าคนที่มาทำงานนี้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ต้องแก้ที่เขาไม่ต้องส่งส่วย ฉะนั้นแล้วเราจะแก้ตรงไหนกัน

ในอนาคตเราจะสามารถแก้มุมมองของต่างชาติบางกลุ่มที่มองบ้านเราเป็น sex port ได้ไหม
ไม่ต้องไปแก้หรอกก็ดีแล้ว(หัวเราะ) รัฐบาลไทยอยากได้เงินใช่ไหม นี่ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ได้เงิน ส่วนมากเข้ามาก็เที่ยวตามเทศกาลอะไรใหญ่ๆ ถ้าการท่องเที่ยวยอมรับว่าคนทำงานด้านนี้เป็นแรงงานด้านบริการ ถ้าคนขายบริการถูกกฎหมายการท่องเที่ยวจะยอมรับไหม ต่างชาติเขายอมรับว่าเป็นอาชีพด้านบริการนะ อย่างเยอรมนี หรือนิวซีแลนด์


ถ้าการขายบริการเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เราจะแก้ปัญหาข่มขืนได้ไหม
จริงๆ ปัญหาคนที่ถูกข่มขืนนั้นจะมาจากคนที่ใกล้ชิด เช่น ญาติพี่น้องบ้าง พระบ้าง ครูบ้าง แต่เรื่องข่มขืนกับเรื่องอาชีพขายบริการมันคนละเรื่องนะ ถึงอาชีพนี้ถูกกฎหมายการข่มขืนก็ยังจะอยู่ ถ้าเกิดว่าเราจะเอามาเป็นข้ออ้างมันก็ไม่ได้เพราะมันไม่ได้แก้

ถ้ามีคนกำลังคิดว่าจะเข้าสู่อาชีพขายบริการ คุณมีข้อแนะนำอย่างไร
ต้องมั่นใจที่จะทำอาชีพนี้ และบอกได้เลยว่าอาชีพนี้ไม่มีการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเรา ต้องป้องกันตรงนั้นให้ได้ และต้องอายุเกิน 18 ขึ้นไปถึงทำได้ ต้องมีความรู้หลายอย่างทั้งเรื่องการไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รู้เรื่องเงินทอง รู้เรื่องการป้องกันโรค ป้องกันท้องป้องกันเอดส์ และอาชีพนี้เป็นตลาดใหญ่และไม่วายง่ายๆ เป็นอาชีพที่มีอิสรภาพ

เรื่อง:mars
ภาพ:พาณุวัฒน์ เงินพจน์

No Comments Yet

Comments are closed